ผลไม้ที่คนท้องควรกิน…

ผลไม้กับคนท้องเป็นของที่คู่กันอย่างมาก เพราะนอกจากการกินผลไม้จะมีประโยชน์ต่อร่างกายของคนท้องแล้วยังส่งต่อผลประโยชน์ยังลูกในท้อง ผลไม้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์อีกทั้งกินแล้วไม่ส่งผลให้คุณแม่ที่กำลังตั้งท้องมีน้ำหนักเกินอีกด้วย วันนี้เราจะมาแนะนำว่าผลไม้อะไรบ้างที่ควรกินและมีประโยชน์

แอปเปิล :  เป็นผลไม้ที่หากินง่าย และสามารถหาซื้อกินได้ทุกฤดูเลยทีเดียว อีกทั้งราคาก็ไม่สูงเกินไปมากนัก ผลไม้ชนิดนี้เต็มไปด้วยเกลือแร่และวิตามิน สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยเสริมสร้างการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดคอเลสเตอรอลให้กับร่างกายได้อีกด้วย

มะละกอสุก : การกินมะละกอสุก จะทำให้ได้รับสารอาหารอย่างมากมาย ทั้งวิตามิน  แคโรทีน โพแทสเซียม โฟเลต และแมกนีเซียม และที่สำคัญมะละกอสุกมีเส้นใยอาหารเยอะ กินแล้วจะช่วยเรื่องลดปัญหาท้องผูก และมะละกอยังหาซื้อกินได้ตลอดทุกฤดูกาลที่สำคัญราคาถูกหาซื้อได้ง่าย และบางบ้านก็ปลูกกินเองที่บ้านได้อีกด้วย

กล้วย : เป็นอีกผลไม้ที่หากินง่ายมาก แถมยังปลูกกินที่บ้านเองก็ยังได้ กินได้ทุกวัน กล้วยกินแล้วย่อยง่าย ท้องไม่ผูกอีกทั้งยังมมีสารอาหารหลายอย่าง ทั้งวิตามิน เอ  , บี 1 , บี 2 , บี6 และวิตามินซี รวมถึงยังมีฟอสฟอรัส การกินกล้วยจะช่วยทำให้คุณแม่ที่กำลังท้องไม่เครียดและอารมณ์ดีอยู่เสมอ

ส้ม :  อย่างที่ทราบกันดีว่าส้มมีวิตามินซีสูงมาก ดังนั้นการกินส้มจะช่วยเรื่องของการป้องกันการเป็นไข้หวัดและส้มยังมีเส้นใยสูงจะช่วยเรื่องของระบบขับถ่ายให้ถ่ายได้ดีท้องไม่ผูกอีกด้วย อีกทั้งส้มยังหาซื้อได้ง่าย และราคาไม่แพงมากนัก ดังนั้น หากคุณแม่ท่านไหนกินส้มบ่อยบ่อยจะช่วยให้คุณแม่แข็งแรงไม่ป่วยงานอีกด้วย

มะพร้าว :  เชื่อไหมว่าคุณแม่ส่วนใหญ่มักจะกินน้ำมะพร้าว เพราะมีความเชื่อว่าจะช่วยให้คลอดลูกง่าย แต่อันที่จริงแล้ว น้ำมะพร้าวมีสารอาหารสูง และยังมีกลูโคสและแคลเซียม อีกทั้งช่วยดับกระหายและลดการอ่อนเพลียได้ดีมากมาก

แตงโม : การกินแตงโมจะช่วยให้ร่างกายสดชื่น แตงโมหาซื้อง่ายกินอร่อย อีกทั้งยังเต็มไปด้วยโพแทสเซียมซึ่งจะมาช่วยเรื่องของการลดความเสี่ยงในเรื่องความดันเลือด 

เห็นไหมคะว่าผลไม้แต่ละชนิดมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง สามารถลดอาหารกินระหว่างวันก็ได้ ทั้งกินแล้วอิ่มและยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรงไม่เป็นโรคภัยไข้เจ็บได้ง่ายอีกด้วย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ชุดตรวจ hiv

หน้าหนาวป่วยง่าย สุขภาพร่างกายต้องระวัง

แพทย์อายุรเวช โรงพยาบาลหัวเฉียว ไขปัญหาให้ฟังว่า เมื่อเข้าสู่หน้าหนาว สถานการณ์โอบล้อมของอุณหภูมิกลางอากาศที่เปลี่ยนไป อาจทำให้ร่างกายปรับพฤติกรรมไม่ทันจนกระทั่งนำไปสู่โรคได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น โดยโรคที่พบบ่อยในตอนหน้าหนาว มี 4 โรคใหญ่ๆ ดังนี้

1. โรคระบบทางเดินหายใจ เมื่อไล่ลำดับของโรคที่เผชิญได้บ่อยมากที่สุดในตอนหน้าหนาว คงจะหนีไม่พ้นไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ โดยความไม่เหมือนของทั้งคู่สามารถแยกได้จากอาการที่เกิดขึ้นกับร่างกาย

– หวัดธรรมดา จะมีการไอ จาม น้ำมูกไหล คันคอ เจ็บคอ ไข้มักไม่ขึ้นสูง ภาวะแทรกซ้อนไม่ร้ายแรง การดูแลรักษาเป็นการดูแลร่างกายให้อบอุ่น กินน้ำ จิบน้ำบ่อยๆ พักผ่อนให้พอเพียง ไม่จำเป็นที่จะต้องให้ยาปฏิชีวนะหรือยาที่ใข้เพื่อการฆ่าเชื้อ

– ไข้หวัดใหญ่ มีลักษณะเมื่อยกล้ามเนื้อ ไข้สูงมากกะทันหันร่วมด้วย การดูแลและรักษาจะใช้ยาสำหรับใช้ในการฆ่าเชื้อไวรัส บวกกับการดูแลรักษาตามอาการให้ดีขึ้น ถ้าเกิดเป็นกรุ๊ปเสี่ยง ได้แก่ เด็กตัวเล็กๆอายุน้อยกว่า 2 ปี หรือคนแก่แก่กว่า 65 ปี ผู้ที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคถุงลมโป่งพองเรื้อรัง โรคหอบหืด เบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต ชี้แนะให้ฉีดยาป้องกันไข้หวัดใหญ่คุ้มครองป้องกันไว้ก่อน ยิ่งไปกว่านี้ผู้เจ็บป่วยควรจะใส่หน้ากากเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไปสู่คนอื่นๆ ด้วย

– โรคหลอดลมอักเสบ มีลักษณะอาการไอแห้งๆ เรื้อรัง อาจมีไข้ต่ำๆ รวมทั้งเสียงที่แหบขึ้น ต้นสายปลายเหตุโดยมากมีเหตุที่เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งได้ผลข้างเคียงมาจากหวัด การดูแลและรักษาก็ คือ ดูแลตัวเองเช่นกัน แต่ว่าถ้าเชื้อขยายไปสู่ปอด ผู้เจ็บป่วยจะมีลักษณะไข้ หอบ รวมทั้งอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีสภาวะพร่องออกซิเจน บางรายอาจมีน้ำในเยื่อห่อหุ้มปอดที่จำเป็นจะต้องเจาะระบายน้ำออกเพื่อการดูแลรักษา โรคนี้มักเกิดกับผู้ที่มีประวัติหรือโรคร่วมอื่นๆ เสี่ยง ตัวอย่างเช่น ในหมู่คนไข้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้เจ็บป่วย รวมทั้งกลุ่มชนที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์บ่อยๆ ความอันตรายของโรคอยู่ที่ภาวะแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ที่อาจก่อให้อาการทรุดลง จะต้องรีบไปพบหมอแต่เนิ่นๆ

2. โรคที่เกิดขึ้นและมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส เป็นโรคติดต่อในกรุ๊ปของโรคหัด โรคหัดเยอรมัน รวมทั้งอีสุกอีใส เชื้อโรคที่เป็นบ่อเกิดนั้นแพร่อยู่กลางอากาศเหมือนกับหวัด แม้กระนั้นจะมีลักษณะระบุที่เพิ่มเข้ามา ดังนี้
– โรคหัด มีลักษณะอาการไอ เคืองตา ตาแดง ในปากจะมีผื่นหรือตุ่มเล็กๆ ร่วมกับมีผื่นแดงที่จะเริ่มจากบริเวณใบหน้า ลุกลามมาที่คอ ลำตัว กระทั่งไปถึงขา เชื้อแพร่ผ่านการไอ จาม หรือหายใจรดกันเหมือนกันกับหวัด การดูแลรักษาโรคจะรักษาตามอาการ ตัวอย่างเช่น ให้ยาลดไข้ ยาใช้ภายนอกแก้ผื่นคัน ตอนนี้มีวัคซีนคุ้มครองที่ฉีดตั้งแต่วัยเด็ก 9 – 12 เดือน แต่ว่าถ้ามีลักษณะควรจะรีบเจอหมอโดยทันที เพราะบางรายอาจมีอาการเข้าแทรก
– โรคหัดเยอรมัน ลักษณะของโรคเหมือนหัด แม้กระนั้นจะมีผื่นเล็กๆ สีชมพูอ่อนกระจัดกระจายไปทั่ว เริ่มจากหน้าผาก ชายผม รอบปาก รวมทั้งเป็นไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย เชื้อแพร่ผ่านการไอ จาม หรือหายใจรดกันเหมือนกันกับหวัดหรือฝึกฝนอันตรายของโรคนี้ถ้ากำเนิดกับหญิงมีครรภ์ 3 เดือนแรกอาจส่งผลให้ลูกในท้องทุพพลภาพได้ แพทย์อาจต้องพิจารณายุติการตั้งครรภ์

– อีสุกอีใส เริ่มจากเป็นไข้ต่ำๆ เมื่อยล้า เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว รวมทั้งมีตุ่มนูนแดงขึ้น ถัดมาตุ่มน้ำจะเริ่มเป็นตุ่มหนองก่อนที่จะเป็นสะเก็ด ใช้เวลาทั้งปวงราวๆ 2 อาทิตย์ ระยะติดต่อจะอยู่ในตอนของการเกิดตุ่มน้ำ ก็เลยไม่สมควรสัมผัสถูกผู้เจ็บป่วยหรือสิ่งของที่เลอะตุ่มน้ำ การดูแลรักษาหมอจะรักษาตามอาการ และก็คนป่วยที่เคยเป็นโรคนี้แล้วจะมีภูมิคุ้มกันตลอดชีพ

3. โรคผิวหนังอักเสบ ไม่ว่าจะเป็นผิวหนังแห้ง แตก เป็นสะเก็ด หรือขี้กลาก โรคเกลื้อน ที่เกิดขึ้นจากเชื้อราซึ่งเติบโตดีในฤดูหนาว วิธีการป้องกัน คือ การทาครีมบำรุงเพื่อคุ้มครองปกป้องผิวแห้ง กินน้ำแล้วก็รับประทานผลไม้เพิ่มขึ้นเพื่อรักษาความชื้นของผิวดูแลข้างในรวมถึงภายนอกด้วยการเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าซ้ำๆ หรือมีกลิ่นเหม็นอับเปียกชื้น ถ้ากำเนิดลักษณะของขี้กลากหรือโรคเกลื้อน สังเกตได้ว่า ผิวหนังแห้งเป็นวง มีขุยขาวๆ ผื่นคัน รอบๆข้างหลัง ลำตัว แขน ขาหนีบ ควรจะรีบไปพบหมอ

4. โรคระบบทางเดินอาหาร เป็น อุจจาระร่วง ท้องร่วง จะพบได้มากในตอนหน้าหนาวโดยยิ่งไปกว่านั้นเชื้อโรต้าเชื้อไวรัส ซึ่งพบได้มากในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ อาการโรคจะไม่เหมือนกับท้องเดินทั่วๆไป เป็น ถ่ายบ่อยครั้ง หรือถ่ายเป็นน้ำ มีลักษณะอาการไข้ หมดแรงหรือคลื่นไส้ร่วมด้วย รวมทั้งมีลักษณะขาดเกลือแร่หรือน้ำภายในร่างกายมากยิ่งกว่าคนป่วยที่เป็นของกินเป็นพิษทั่วๆไป แม้มีลักษณะดังกล่าวควรจะรีบไปพบหมอ การป้องกัน คือ ทานอาหารที่สุก สะอาด หากอยู่สนิทสนมคนไข้ให้ล้างมือเสมอๆ

ถึงแม้ฤดูหนาวจะแอบแฝงไว้ด้วยโรคภัยต่างๆ แต่ว่าพวกเราสามารถดูแลตัวเองเพื่อจัดการกับเชื้อโรคได้ตามหนทาง ดังเช่นว่า ล้างมือให้สะอาด รับประทานร้อน ช้อนกลาง เลี่ยงการอยู่ในที่คับแคบหรืออากาศไม่ระบาย เนื่องจากว่าบางทีอาจจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดต่อโรคทางเดินหายใจ ในทางตรงกันข้ามถ้าพวกเราเป็นผู้เจ็บป่วย ก็จะต้องใส่หน้ากากอนามัย อย่าไอจามรดบุคคลอื่น กินน้ำมากๆ พักให้พอเพียง แล้วรักษาร่างกายให้แข็งแรง รวมทั้งอบอุ่นร่างงกายอยู่เป็นประจำ เพียงแค่นี้ก็ไกลห่างจากโรคที่มากับอากาศหนาวได้แล้ว

สำลักบ่อย กลัวเป็นกรดไหลย้อน

สำลักน้ำลายตัวเองบ่อย สะอึกน้ำลายตัวเองบ่อย แสบคอเมื่อสำลักหรือสะอึก เสี่ยงเป็นกรดไหลย้อนรึเปล่านะ หรือว่าเราจะเป็นกรดไหลย้อนอย่างไรก็ตาม อาการสำลัก นั้นสาเหตุหลายอย่างที่ควรพิจารณา

1. อาการสำลัก จากความผิดปกติของระบบประสาท
อาการสำลึก อาจเกิดขึ้นได้จากความผิดปกติทางระบบประสาท หรืออาการทางสมองประกอบ เช่น อัลไซเมอร์ หรือสมองเสื่อม เส้นเลือดสมองตีบ อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ดังนั้นหากคุณเป็นโรคดังกล่าวและมีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษาหรือแก้ไขให้ดีขึ้น

2. อาการสำลัก จากความผิดปกติของทางเดินอาหาร
ทั้งนี้จะเกิดขึ้นที่ส่วนไหนของทางเดินอาหาร จะต้องสังเกตว่าเป็นส่วนไหน โดยสังเกตจากระยะเวลาที่ทานอาหารหรือดื่มน้ำเข้าไปกี่นาทีถึงจะมีอาการสำลักเกิดขึ้น หรือทานอาหารอะไรถึงมีอาการสำลักมาก เช่น ทานเหนียวสวยอาจสำลัก แต่ข้าวต้มอาจไม่สำลัก

คราวนี้จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นกรดไหลย้อนหรือไม่ ควรสังเกตจากอะไร ต้องสังเกตว่ามีอาการ เหล่านี้ เกิดขึ้นบ้างหรือไม่ เช่น เมื่อสำลักในตอนกลางคืน ไม่ใช่เพียงแค่สำลักแต่มีอาการแสบกลางหน้าอกเกิดขึ้นตามมา และในเวลาปกติตอนกลางวัน อาจรู้สึกคล้ายกับมีก้อนในคอ หรือแน่นๆ คอ รู้สึกติดขัดเมื่อกลืนอาหาร รวมไปถึงรู้สึกว่ามีเสมหะอยู่ในลำคอตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม หากคุณเป็นคนที่สำลักบ่อยมาก หรือสะอึกบ่อยๆ จนกลายเป็นสิ่งที่น่ารำคาญในชีวิต อย่าปล่อยไว้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจทางเดินอาหาร เพื่อดูว่ามีก้อน หรือสิ่งแปลกปลอมอุดตันทางเดินอาหารอยู่หรือไม่ แพทย์อาจใช้วิธีเอกซ์เรยพิเศษ โดยให้กลืนแป้งเพื่อดูการเคลื่อนตัวของหลอดอาหาร

รู้ทันสาเหตุของโรคหนองใน

รู้ทันสาเหตุของโรคหนองใน
หนองใน เป็นชื่อเรียกของการที่เราได้รับเชื้อหรือติดเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า ไนซีเรีย โกโนเรียอี (Neisseria gonorrhoeae) หรือรู้จักกันดีในอีกชื่อหนึ่งว่า ‘โกโนค็อกคัส’ (Gonococcus) เชื้อนี้จะสามารถตรวจพบได้เลยตามที่น้ำอสุจิและสารน้ำในช่องคลอด และที่สำคัญเลย คือ สามารถติดต่อหรือส่งต่อกันได้จากการมีเพศสัมพันธ์ โดยแบคทีเรียชนิดนี้สามารถเจริญเติบโตได้ในระบบอวัยวะสืบพันธุ์ต่างๆ ของคน ไม่ว่าจะเป็นปากมดลูก มดลูก ปีกมดลูก ท่อปัสสาวะในฝ่ายหญิง และระบบสืบพันธุ์ของฝ่ายชาย เพราะเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้ชอบในที่ชื้นและที่อบอุ่น นอกจากนี้ในบริเวณอื่นๆ เช่น ทวารหนัก เยื่อบุตา ช่องปากคอ เป็นต้น มันก็สามารถเจริญเติบโตได้ดีทีเดียว

พฤติกรรมที่ทำให้เกิดการติดเชื้อหนองใน
– มีเพศสัมพันธุ์กับผู้ติดเชื้อหรือคนแปลกหน้าที่ไม่ใช่สามี ภรรยา หรือแฟน โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย ไม่ว่าจะทางไหน ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องเสร็จก็สามารถติดเชื้อได้
– เกิดติดเชื้อจากมารดาไปสู่ทารกในระหว่างคลอดผ่านการสัมผัสเชื้อโดยตรง โดยในสตรี เชื้อจะสามารถแพร่จากช่องคลอดไปสู่ทวารหนักได้เองโดยไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก

พฤติกรรมที่ไม่ทำเกิดการติดเชื้อหนองใน
– การจับมือ
– การกอด
– การจูบ
– การใช้แก้วน้ำ จาน ชามร่วมกัน
– การใช้ห้องน้ำ หรือผ้าเช็ดตัวร่วมกัน
– การนั่งฝาโถส้วม
– การใช้สระว่ายน้ำร่วมกัน
เพราะเชื้อแบคทีเรียของโรคหนองในจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในสระว่ายน้ำ หรือในโถส้วม คนปกติทั่วไปจุงไม่สามารถติดเชื้อได้ ส่วนการมีเพศสัมพันธ์แบบภายนอกโดยการใช้มือ หรือนิ้วช่วย ยังไม่มีประวัติหรือค้นพบว่าสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อหรือส่งต่อเชื้อได้
กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อหนองใน คือ กลุ่มวัยรุ่น ผู้ติดยาเสพติด ผู้ที่มีคู่นอนมากกว่า 1 คน ผู้ที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัยในขณะมีเพศสัมพันธ์ ผู้ที่เคยเป็นโรคนี้มาแล้ว หรือเคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ อาทิ โรคซิฟิลิส (Syphilis) เป็นต้น
ระยะฟักตัวของโรค : หลังจากที่ได้รับเชื้อ ก็มักจะแสดงอาการภายใน 2 – 10 วัน แต่โดยทั่วไปแล้วจะแสดงอาการภายใน 5 วัน

โรคที่ร้ายแรงที่สุดนั้นคงหนีไม่พ้นโรคตับ หรือไขมันพอกตับ

โรคตับ หรือไขมันพอกตับ หากได้เป็นแล้วท่านรู้หรือไม่ว่าจะไม่รักษาให้หายขาดได้ ทางแพทย์ทำได้เพียงรักษาตามอาการ และชลอการร้ายของโรคนั้น ซึ่งจะใช้การรักษาจากอาการที่วิฉัย ดังนั้นเราไม่ควรรอให้แพทย์มาวิฉัยโรคแต่เราควรดูแลตับและร่างกายของเราเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ ด้วยการกินอาหารเสริม หรือการออกกำลังกาย ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

การลดหรือหยุดการดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดกับร่างกายของเรา หากมีคนเป็นโรคตับแข็งหรือโรคที่เกิดมาจากสาเหตุข้างต้นที่เกิดมาจากการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปนั้น ควรที่จะหยุดหรือเลิกดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภททันที เพื่อมิให้การเกิดโรคร้ายนั้นโดนกระตุ้นการทำงานให้หนักขึ้นไปกว่าเดิม

โดยทางแพทย์อาจมีประแนะนำให้เข้าร่วมโปรแกรมหรือกลุ่มฟื้นฟูผู้ที่ติดสุราเรื้อรังในบางราย หากผู้ผ่วยท่านนั้นไม่สามารถหยุดหรือเลิกดื่มแอลกอฮอล์หรือสุราได้

หลักการรับประทานยาที่แพทย์สั่งก็เป็นเพียงการยับยั้งหรือควบคุมโรคเพียงเท่านั้น แต่ไม่ได้เป็นการทำให้หายขาดจากโรคได้อย่างแน่นอน ซึ่งโรคตับแข็งนั้นจะมีอาการทรุดลงเรื่อยๆตามเวลาของมันโดยทางแพทย์จะมีการจ่ายยาประเภท สเตียรอยด์หรือยาต้านไวรัสเพื่อช่วยไม่ให้เซลล์ไวรัสกระจายตัวหรือไปทำลายเซล์ตับมากขึ้นไปกว่าเดิม และยังจะเป็นการลดจำนวนไวรัสให้ลดลงได้

อีกช่องทางในการดูแลตนเองที่น่าสนใจ จึงหยิบยกมาให้ท่านเผื่อมีใครสนใจ นั้นก็คือ การลดน้ำหนัก หลายคนมองว่าจะเป็นการช่วยได้จริงหรือไม่ เรื่องนี้ทางการแพทย์ได้แนะนำว่ามันเป็นวีธีที่ง่ายที่สุด เพราะว่าหากพบผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันเกาะที่ตับแล้วนั้น ควรเป็นอย่างยิ่งในการลดน้ำหนักหรือควรควบคุมน้ำหนักของตนเอง เพื่อที่จะคอยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ไม่มากเกิดไปนั้นเอง

นอกจากนี้ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคที่ไม่เฉพาะเจาะจง แต่เป็นอาการที่ผิดปกติจากสภาวะแทรกซ้อนของโรคทั้งหลาย ทางแพทย์หรือทางผู้เชี่ยวชาญจะให้ยาควบคู่ไปกับอาการของโรคแต่ละชนิดและเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น สภาวะบวมน้ำ ตามอวัยวะต่างๆ โดยทางแพทย์จะให้ยารับประทานช่วยขับปัสสาวะ เพื่อที่จะช่วยลดน้ำหรือขับน้ำออกจากร่างกายและควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเกลือมากเกินไป เพราะจทำให้เกิดการบวมน้ำมากขึ้นนั้นเอง

คุมเบาหวานได้ด้วยการควบคุมการกิน

ถึงแม้ว่าโรคเบาหวานจะเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่อย่างไรก็ตามยังคงที่จะสามารถควบคุมอาการให้อยู่ในระดับปกติได้ไม่ยาก หากเราเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม และทำการออกกำลังกายเป็นประจำ รวมไปถึงรักษาน้ำหนักให้คงที่ไม่น้อยไม่มาก และทานยาให้ครบตามแพทย์ระบุ ก็จะสามารถควบคุมอาการของโรคเบาหวานไม่ให้รบกวนการใช้ชีวิตในประจำวันได้บ้าง และทำให้คุณภาพชีวิตของคุณดีขึ้นได้ใกล้เคียงกับคนปกติได้มากที่สุด

อาหาร กับผู้ป่วยเบาหวาน
รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า อาหารเป็นส่วนสำคัญมากในการรักษาโรคเบาหวาน ซึ่งคนเป็นเบาหวานมักมองข้ามหรือละเลยในเรื่องอาหารการกิน ซึ่งก็อาจจะคิดเพียงว่ารับยาไปทานแล้วคงหายเหมือนกับโรคอื่นๆ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างยิ่ง เพราะโรคเบาหวานเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด ซึ่งเพียงแค่ทานยาเพื่อรักษาเพียงอย่างเดียวมันไม่สามารถควบคุมเบาหวานได้ ดังนั้นในการควบคุมอาหารให้ถูกวิธีและรู้จักเลือกทานอาหารที่เหมาะสมต่อตนเองด้วยปริมาณที่สัดส่วนถูกต้องเหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย ก็เป็นหนึ่งวิธีในการรักษาและป้องกันโรคเบาหวานได้

ทานอาหารอย่าง คุมเบาหวานได้อยู่หมัด
ในการรับประทานอาหารสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานมีหลักการที่ไม่ได้แตกต่างจากหลักการรับประทานเพื่อสุขภาพที่ดีสำหรับคนทั่วไป คือ การกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ อย่างถูกสัดส่วน ในปริมาณที่พอเหมาะ มีความหลากหลายทางคุณค่าอาหาร โรคเบาหวานเกิดจากความผิดปกติของการหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน หรือการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนอินซูลิน หรืออาจเกิดจากทั้ง 2 อย่างรวมกัน ส่งผลทำให้ร่างกายไม่สามารถที่จะเปลี่ยนน้ำตาลจากอาหารมาเป็นพลังงานได้ จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ หากพบว่ามีน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานและไม่มีการควบคุมอาจ จะส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ขึ้น เช่น อาการชาปลายมือปลายเท้า จอประสาทตาเสื่อม ไตวาย รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด

 เคล็ดลับการทานอาหารที่เหมาะสมกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

  1. ทานข้าว หรือแป้งที่มีกากใยสูง อย่างข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ ปริมาณ 1 กำมือต่อมื้อ
  2. ทานเนื้อสัตว์ที่มีไขมันน้อย ไม่ติดมันและหนัง เช่น เนื้อปลา 1-2 อุ้งมือ
  3. หากไม่ได้ทานเนื้อสัตว์ ควรทานไข่ขาว เต้าหู้ 1 อุ้งมือ
  4. ในแต่ละมื้อควรรับประทานผักต้มสุกประมาณ 2 อุ้งมือ โดยเน้นผักใบเขียว หลีกเลี่ยงข้าวโพด เผือก มัน ฟักทอง เนื่องจากให้แป้งสูง
  5. สามารถรับประทานผลไม้ได้ทุกวัน โดยทานวันละ 2-3 กำมือ โดยไม่จิ้มพริกเกลือ แต่ควรหลีกเลี่ยงผลไม้แปรรูปทุกชนิด
  6. ดื่มนมรสจืดพร่องมันเนยหรือขาดมันเนย 1-2 แก้วต่อวัน หากเป็นนมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้ ควรเลือกชนิดหวานน้อย 1 แก้วต่อวัน
  7. ควรหลีกเลี่ยงขนมหวาน ชา และกาแฟ

ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวว่า เบาหวานเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถดูแลโดยการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ใกล้เคียงกับปกติมากที่สุดได้ โดยอาจจะเกิดจากการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่ถูกต้องเหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และควรทานยาตามที่แพทย์ระบุ เพื่อลดความรุนแรงของอาการของโรคและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้

สังเกตอาการ ‘หูตึง’ ด้วยตัวเอง

เคยเรียกเพื่อนเท่าไรแล้วเพื่อนก็ไม่ได้ยินไหมคะ เรามักชอบแซวกันว่าคนๆ นั้น “หูตึง” แม้ว่าจะเป็นการเปรียบเปรยที่อาจจะฟังดูเกินจริงไปสักนิด แต่อาจจะมีหลายคนที่อยากจะทดสอบดูเหมือนกันว่าตัวเองมีความเสี่ยงที่จะหูตึงจริงหรือเปล่า เรามีวิธีง่ายๆ มาให้ได้ลองทำกันดูค่ะ

หูตึง คืออะไร?
อย่างที่ทราบกันดีว่า อาการหูตึง หมายถึงอาการที่เราเริ่มจะไม่ค่อยได้ยินเสียงอะไรอย่างชัดเจน ตามปกติเราควรจะได้ยินเสียงที่ดังกว่า 25 เดซิเบล แต่ไม่เกิน 90 เดซิเบล อาการหูตึงสามารถเป็นเพียงแค่หูข้างเดียว หรือหูทั้งสองข้างเลยก็ได้

หากมีอาการหูตึงเล็กน้อย อาจจะไม่ได้ยินเสียงที่เบามากๆ หรือเสียงกระซิบ หากหูตึงระดับปานกลาง หมายถึงจะเริ่มไม่ค่อยได้ยินเสียงระดับที่เป็นบทสนทนาทั่วไป หากหูตึงมากๆ อาจไม่ได้ยินเสียงดังๆ และอาจถึงขั้นได้ยินเสียงตะโกนที่ดังมาก ในระดับที่เบาๆ หรือได้ยินเพียงเล็กน้อย

หูตึง เกิดจากอะไร?

– หูตึงจากการฟังเสียงดัง
โดยส่วนมาก อาการหูตึงมักเกิดจากการฟังเสียงดังนานๆ จนทำให้เซลล์ขนในชั้นหูชั้นในถูกทำลาย (ความดังของเสียงราวๆ มากกว่า 85 เดซิเบลขึ้นไป) โดยอาจเป็นอาการหูตึงชั่วคราว หรือหูตึงแบบถาวรก็ได้ หากเป็นอาการหูตึงจากการฟังเสียงดังนานๆ จะไม่มีวิธีรักษา จึงไม่ควรอยู่ในพื้นที่ที่เสียงดังมากจนเกินไปเป็นระยะเวลานานๆ หรือหากจำเป็นต้องทำงาน ควรมีที่อุดหูเพื่อช่วยลดระดับความดังของเสียง

– หูตึงจากโรคน้ำมนหูไม่เท่ากัน (มินิแอร์)
โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน เกิดจากความดันของเหลวในหูชั้นในสูงเกินปกติ ทำให้เซลล์ขนของหูชั้นในถูกทำลาย โดยมีอาจอาการเหมือนประสาทหูเสื่อม มีเสียงอื่นๆ ดังรบกวนในหู และมีอาการเวียนศีรษะ โดยอาการเริ่มแรกอาจจะเริ่มจากไม่ค่อยได้ยินเสียงแบบเป็นๆ หายๆ โดยอาจเริ่มจากเสียงทุ้มก่อน หลังๆ อาจเริ่มมีอาการเวียนศีรษะที่รุนแรงขึ้น คลื่นไส้ หรืออาเจียนร่วมด้วย หากมีอาการดังกล่าว ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อทำการรักษาด้วยการทานยา หรือผ่าตัด

– หูตึงจากยา
อาการหูตึงอาจเกิดมาจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวด ยาแก้ไอ สารประกอบจำพวกสารหนู ตะกั่ว ปรอท และยาปฏิชีวนะ เช่น ยาแก้อักเสบต่างๆ หากหยุดยาอาการอาจดีขึ้น หรือบางรายอาจมีอาการหลังรับยาไปได้สักระยะ หากมีอาการหนักจนรบกวนการใช้ชีวิต ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขาเปลี่ยนเป็นยาที่เหมาะสม

– หูตึงเพราะอายุสูงขึ้น
เรียกง่ายๆ ว่าเป็นอาการหูตึงที่มาพร้อมกับอายุที่สูงขึ้นนั่นเอง เมื่อคนเราอายุเกิน 50 เซลล์ต่างๆ ในร่างกายก็จะเริ่มเสื่อมถอยลง เซลล์ขนในหูชั้นในอาจค่อยๆ เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา โดยอาจเริ่มจากการเริ่มฟังโทนเสียงแหลมไม่ได้ยิน จนกระทั่งลามมาถึงเสียงในระดับการสนทนาปกติ แม้ว่าจะเป็นอาการหูตึงที่รักษาไม่ได้ แต่มีเครื่องช่วยฟังที่สามารถใช้ช่วยผู้สูงอายุได้

– หูตึงจากเนื้องอกของเส้นประสาทหู
หูตึงจากเนื้องอกของเส้นประสาทหู จะมีอาการหูตึงเพียงข้างเดียว โดยอาการจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น เริ่มมีเสียงดังรบกวนในหู เริ่มฟังไม่ค่อยชัด จับใจความ หรือจับเป็นคำพูดไม่ค่อยได้ (สังเกตได้จากตอนคุยโทรศัพท์ด้วยหูข้างที่มีปัญหา) หากเนื้องอกโตมากๆ อาจกดทับประสาทจนทำให้มีปัญหาการมองเห็น หรือหน้าเบี้ยว และเริ่มทรงตัวไม่ค่อยดี

– หูตึงเฉียบพลัน หรือหูดับ
เกิดจากการติดเชื้อของหูชั้นใน โดยโลหิตมาหล่อเลี้ยงหูชั้นในไม่เพียงพอ หรืออาจเกิดจากเนื้องอกกดทับเส้นประสาทหู มากดทับเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหูชั้นในต่ออีกทีหนึ่ง ซึ่งอันตรายมาก ควรพบแพทย์ด่วนที่สุด

– หูตึงจากอุบัติเหตุในหูชั้นใน
เกิดจากหูถูกกระทบกระแทก ถูกตีที่กกหู หรือถูกตี ถูกกระแทกอย่างแรงจากด้านหลังศีรษะ จนทำให้กระดูกหูชั้นในแตก หรือร้าว โดยอาจมีอาการเพียงหูตึงเล็กน้อย ไปจนถึงหูหนวกได้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงที่เกิดขึ้น และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เวียนศีรษะ มีอาการชาบริเวณใบหน้าในส่วนที่ใกล้เคียงกับหูข้างที่มีปัญหา อาการแบบนี้ควรได้รับความดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด

วิธีสังเกตอาการ “หูตึง” ด้วยตัวเอง
ลองฟังเสียงกระซิบในระยะ 10 เซนติเมตร หรือยกมือขึ้นในระยะใกล้ๆ หู ราวๆ 1 นิ้ว ใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งถูกันจนเกิดเสียงเบาๆ ระดับเสียงนี้จะอยู่ที่ราวๆ 30 เดซิเบล หากได้ยินแปลว่าหูยังปกติอยู่ แต่หากไม่ได้ยินแสดงว่าอาจมีความเสี่ยงที่จะมีอาการหูตึง

หากใครที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองมีอาการหูตึงหรือไม่ หรือมีอาการผิดปกติจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน สามารถเข้ารับการตรวจสุขภาพของหู จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านคอ หู จมูก ได้ตามสถานพยาบาลใกล้บ้านค่ะ

กินเก่งแค่ไหนก็ไม่อ้วนถ้าเลือกกิน

อยากลดน้ำหนักอย่างได้ผลสำเร็จภายในเวลารวดเร็ว เพียงทำตามวิธีดังต่อไปนี้ รับรองค่ะว่าการมีหุ่นดีไม่ไปไหนไกลแน่นอน ว่าแต่ต้องทำอย่างไรบ้าง รีบตามไปดูพร้อมๆ กันเลยค่ะ

1.งดแป้ง แต่เพิ่มโปรตีนให้เพียงพอ
หลายคนอาจจะคิดว่าไขมันเป็นตัวร้ายที่ทำให้อ้วน แต่ความเป็นจริงแล้ว หากคุณอยากผอม ก็ควรจะงดแป้งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแป้งที่ได้จากข้าว ขนมปัง หรือขนมต่างๆ ซึ่งควรจะเลือกกินข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้อง เพราะเต็มไปด้วยกากใยอาหารที่ช่วยให้ร่างกายขับไขมันออกไปได้มากกว่า นอกจากนี้ ควรเพิ่มอาหารที่มีโปรตีนสูง อย่างเช่น เนื้อไก่ ธัญพืช นม ไข่ ปลา ฯลฯ เพราะโปรตีนจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และช่วยให้อิ่มท้องง่าย ซึ่งดีต่อการลดน้ำหนักอย่างมากทีเดียว

2.ควรกินอาหารเช้าทุกวัน
ใครที่กำลังลดน้ำหนัก ต้องห้ามลืมว่าอาหารเช้าคือ อาหารมื้อสำคัญที่สุด เนื่องจากอาหารเช้าจะช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญของร่างกายให้ทำงานได้อย่างเต็มที่ตลอดทั้งวัน หากเราอดมื้อเช้าก็จะยิ่งทำให้รู้สึกหิวบ่อยขึ้น กินเยอะขึ้นในมื้อต่อไป และยังทำให้ระบบเผาผลาญพังง่ายอีกด้วย

3.มื้อเย็น เลือกกินแบบเบาๆ
การลดน้ำหนักที่ดี ไม่จำเป็นต้องงดมื้อเย็นแต่อย่างใด เพียงแต่ให้หันมาเลือกกินอาหารลดน้ำหนักเบาๆ อย่างเช่น โยเกิร์ต หรือสลัด ไม่ควรงดอาหารมื้อเย็นอย่างเด็ขาด เพราะหากคุณอดมื้อเย็นอาจจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ทำให้หิวจนนอนไม่หลับ และทำให้การลดน้ำหนักไม่เป็นผลสำเร็จในที่สุด

4.เน้นไฟเปอร์เป็นหลัก
อาหารที่เต็มไปด้วยไฟเบอร์ ได้แก่ ผักและผลไม้หวานน้อย หรือธัญพืชต่างๆ เนื่องจากไฟเบอร์มีส่วนช่วยในการขับถ่ายและยังช่วยจำกัดไขมันส่วนเกินต่างๆ ออกไปได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงมีส่วนช่วยให้ร่างกายอิ่มเร็ว ทำให้กินอาหารน้อยลง แต่อิ่มเร็วขึ้นนั่นเอง สาวๆ สามารถนำอาหารที่มีไฟเบอร์เหล่านี้มาเป็นทำเป็นเมนูลดน้ำหนักตามชอบได้เลย หรือจะนำผักใบเขียวต่างๆ มาปั่นเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มีส่วนช่วยลดน้ำหนักได้ก็ดีเหมือนกัน แต่ระวังอย่าเผลอเติมน้ำตาลเข้าไปล่ะ

5.แบ่งอาหารออกเป็นหลายๆ มื้อ
หลายคนอาจจะเข้าใจว่าการกินอาหารให้น้อยลงจะช่วยให้สามารถลดน้ำหนักได้มากกว่า นั่นก็อาจจะเป็นแนวทางที่ไม่ถูกต้องไปเสียทั้งหมดนัก เพราะในความเป็นจริงแล้ว คุณควรจะแบ่งอาหารออกเป็นมื้อย่อยเล็กๆ สำหรับกินวันละ 3 – 4 มื้อ โดยเลือกเมนูอาหารที่ไม่ทำให้อ้วน ไม่มีไขมัน ไม่ผ่านการทอด และเต็มไปด้วยผักผลไม้ เพียงเท่านี้ก็จะทำให้ร่างกายได้รับปริมาณอาหารแต่ละมื้อได้อย่างถูกส่วนเหมาะสมมากขึ้น แถมยังช่วยลดอาการหิวจุบจิบในระหว่างวันได้ด้วย กินแบบนี้ยังไงก็ลดน้ำหนักลงได้เร็วอย่างแน่นอน

หากสาวๆ ได้นำเทคนิคลดน้ำหนัก 5 ข้อเหล่านี้ไปใช้ควบคู่กับการหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ รับรองได้เลยค่ะว่าภายใน 2 สัปดาห์ น้ำหนักและสัดส่วนจะต้องลดลงอย่างใจต้องการชัวร์

อาการไขมันในเลือดสูงเกี่ยวข้องกับตับหรือไม่

ขึ้นชื่อว่าร่างกายไม่ว่าจะภายในหรือภายนอกก็ตามแต่ล้วนแต่มีความสำคัญกับเรามากพอๆกัน การที่ภายในร่างกายผิดปกติอย่างเช่น มี ไขมันในเลือดสูง เราควรต้องดูแลอะไรหรือควรรักษาตนเองอย่างไร

ตับเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญและเป็นอวัยวะที่ให้มากที่สุด โดยตับของผู้ใหญ่จะมีน้ำหนักประมาณ 1.3  – 3 กิโลกรัม และจะมีลักษณะนุ่ม และจะมีสีออกแดงๆส่วนเนื้อตับจะออกสีแดงปนน้ำตาล แบ่งออกเป็น 2 กลีบ โดยปกติแล้วคนเราจะไม่สามารถคลำตับได้ว่าอยู่ส่วนไหน แต่จริงๆ แล้วตับของคนเราอยู่ตรงบริเวณ ชายโครงขวาใต้กระดูกซี่โครง แต่ถ้าหากตับโตจะโตลงล่าง หรือโตออกด้านข้างหรือบนก็ได้ โดยอาการที่จะแสดงให้เห็นได้ชัดคือ คนที่เป็นมักจะแสดงอาการจุกตื้อๆ  ตับมีหลอดเลือดที่สำคัญ ที่ให้ในการทำหน้าที่ในการผ่าน เข้า-อออก ทั้งหมด 3 ทาง ได้แก่

Hepatic Portal Vein (หลอดเลือดดำพอร์ทัลตับ)

  • คือ หลอดเลือดดำ จากลำไส้เล็ก,ใหญ่ ที่นำสารอาหาร กลูโคส ที่เพิ่งผ่านการย่อยหรือดูดซึม ส่งมาที่ตับเพื่อคัดแยกตามหน้าที่ของตับที่จะมีกรรมวิธีต่างๆ หลอดเลือดดำพอร์ทัลตับคือส่วนประกอบที่สำคัญในระบบการไหลเวียนพอร์ทัลตับ  และเป็นระบบหลอดเลือดดำพอร์ทัลตับหนึ่งในสองของระบบในร่างกาย ส่วนอีกระบบนึงอยู่ที่ระบบไหลเวียนพอร์ทัลไฮโปไฟเซียลที่ต่อมใต้สมอง

Hepatic Artery คือ

  • หลอดเลือดแดงจากหัวใจ ซึ่งนำพาเลือดแดงที่เต็มไปด้วยออกซิเจนจำนวนมาก มาส่งไว้ที่ตับเพื่อเลี้ยงเซล์ตับให้ทำงานต่อไป และในขณะเดียวกันหลอดเลือดแดงก็นำเอา คาร์บอลไดออกไซด์ ซึ่งเป็นของไม่มีประโยชน์เป็นของเสียจากตับเพื่อนำไปส่งยังหลอดเลือดดำ กลับเข้าไปสู้หัวใจและปอดอีกด้วย

Hepatic Vein

  • คือ หลอดเลือดดำจากตับ เข้าสู่หลอดเลือดดำของหัวใจ เพื่อที่ตับจะได้นำตาร์บอนไดออกไซด์น้ำตาลกลูโคส และสารอาหารต่างๆ รวมทั้งตับอ่อนเองก็ยังได้ช่วงส่ง อิซูลิน  ส่งไปให้หัวใจ เพื่อให้หัวใจไปรับออกซิเจนก่อน แล้วหัวใจก็จึงจะแจกจ่ายออกซิเจนไปทั้วทุกเซลล์ในร่างกายของคนเรา