คุมเบาหวานได้ด้วยการควบคุมการกิน

ถึงแม้ว่าโรคเบาหวานจะเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่อย่างไรก็ตามยังคงที่จะสามารถควบคุมอาการให้อยู่ในระดับปกติได้ไม่ยาก หากเราเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม และทำการออกกำลังกายเป็นประจำ รวมไปถึงรักษาน้ำหนักให้คงที่ไม่น้อยไม่มาก และทานยาให้ครบตามแพทย์ระบุ ก็จะสามารถควบคุมอาการของโรคเบาหวานไม่ให้รบกวนการใช้ชีวิตในประจำวันได้บ้าง และทำให้คุณภาพชีวิตของคุณดีขึ้นได้ใกล้เคียงกับคนปกติได้มากที่สุด

อาหาร กับผู้ป่วยเบาหวาน
รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า อาหารเป็นส่วนสำคัญมากในการรักษาโรคเบาหวาน ซึ่งคนเป็นเบาหวานมักมองข้ามหรือละเลยในเรื่องอาหารการกิน ซึ่งก็อาจจะคิดเพียงว่ารับยาไปทานแล้วคงหายเหมือนกับโรคอื่นๆ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างยิ่ง เพราะโรคเบาหวานเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด ซึ่งเพียงแค่ทานยาเพื่อรักษาเพียงอย่างเดียวมันไม่สามารถควบคุมเบาหวานได้ ดังนั้นในการควบคุมอาหารให้ถูกวิธีและรู้จักเลือกทานอาหารที่เหมาะสมต่อตนเองด้วยปริมาณที่สัดส่วนถูกต้องเหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย ก็เป็นหนึ่งวิธีในการรักษาและป้องกันโรคเบาหวานได้

ทานอาหารอย่าง คุมเบาหวานได้อยู่หมัด
ในการรับประทานอาหารสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานมีหลักการที่ไม่ได้แตกต่างจากหลักการรับประทานเพื่อสุขภาพที่ดีสำหรับคนทั่วไป คือ การกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ อย่างถูกสัดส่วน ในปริมาณที่พอเหมาะ มีความหลากหลายทางคุณค่าอาหาร โรคเบาหวานเกิดจากความผิดปกติของการหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน หรือการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนอินซูลิน หรืออาจเกิดจากทั้ง 2 อย่างรวมกัน ส่งผลทำให้ร่างกายไม่สามารถที่จะเปลี่ยนน้ำตาลจากอาหารมาเป็นพลังงานได้ จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ หากพบว่ามีน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานและไม่มีการควบคุมอาจ จะส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ขึ้น เช่น อาการชาปลายมือปลายเท้า จอประสาทตาเสื่อม ไตวาย รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด

 เคล็ดลับการทานอาหารที่เหมาะสมกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

  1. ทานข้าว หรือแป้งที่มีกากใยสูง อย่างข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ ปริมาณ 1 กำมือต่อมื้อ
  2. ทานเนื้อสัตว์ที่มีไขมันน้อย ไม่ติดมันและหนัง เช่น เนื้อปลา 1-2 อุ้งมือ
  3. หากไม่ได้ทานเนื้อสัตว์ ควรทานไข่ขาว เต้าหู้ 1 อุ้งมือ
  4. ในแต่ละมื้อควรรับประทานผักต้มสุกประมาณ 2 อุ้งมือ โดยเน้นผักใบเขียว หลีกเลี่ยงข้าวโพด เผือก มัน ฟักทอง เนื่องจากให้แป้งสูง
  5. สามารถรับประทานผลไม้ได้ทุกวัน โดยทานวันละ 2-3 กำมือ โดยไม่จิ้มพริกเกลือ แต่ควรหลีกเลี่ยงผลไม้แปรรูปทุกชนิด
  6. ดื่มนมรสจืดพร่องมันเนยหรือขาดมันเนย 1-2 แก้วต่อวัน หากเป็นนมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้ ควรเลือกชนิดหวานน้อย 1 แก้วต่อวัน
  7. ควรหลีกเลี่ยงขนมหวาน ชา และกาแฟ

ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวว่า เบาหวานเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถดูแลโดยการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ใกล้เคียงกับปกติมากที่สุดได้ โดยอาจจะเกิดจากการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่ถูกต้องเหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และควรทานยาตามที่แพทย์ระบุ เพื่อลดความรุนแรงของอาการของโรคและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้

สังเกตอาการ ‘หูตึง’ ด้วยตัวเอง

เคยเรียกเพื่อนเท่าไรแล้วเพื่อนก็ไม่ได้ยินไหมคะ เรามักชอบแซวกันว่าคนๆ นั้น “หูตึง” แม้ว่าจะเป็นการเปรียบเปรยที่อาจจะฟังดูเกินจริงไปสักนิด แต่อาจจะมีหลายคนที่อยากจะทดสอบดูเหมือนกันว่าตัวเองมีความเสี่ยงที่จะหูตึงจริงหรือเปล่า เรามีวิธีง่ายๆ มาให้ได้ลองทำกันดูค่ะ

หูตึง คืออะไร?
อย่างที่ทราบกันดีว่า อาการหูตึง หมายถึงอาการที่เราเริ่มจะไม่ค่อยได้ยินเสียงอะไรอย่างชัดเจน ตามปกติเราควรจะได้ยินเสียงที่ดังกว่า 25 เดซิเบล แต่ไม่เกิน 90 เดซิเบล อาการหูตึงสามารถเป็นเพียงแค่หูข้างเดียว หรือหูทั้งสองข้างเลยก็ได้

หากมีอาการหูตึงเล็กน้อย อาจจะไม่ได้ยินเสียงที่เบามากๆ หรือเสียงกระซิบ หากหูตึงระดับปานกลาง หมายถึงจะเริ่มไม่ค่อยได้ยินเสียงระดับที่เป็นบทสนทนาทั่วไป หากหูตึงมากๆ อาจไม่ได้ยินเสียงดังๆ และอาจถึงขั้นได้ยินเสียงตะโกนที่ดังมาก ในระดับที่เบาๆ หรือได้ยินเพียงเล็กน้อย

หูตึง เกิดจากอะไร?

– หูตึงจากการฟังเสียงดัง
โดยส่วนมาก อาการหูตึงมักเกิดจากการฟังเสียงดังนานๆ จนทำให้เซลล์ขนในชั้นหูชั้นในถูกทำลาย (ความดังของเสียงราวๆ มากกว่า 85 เดซิเบลขึ้นไป) โดยอาจเป็นอาการหูตึงชั่วคราว หรือหูตึงแบบถาวรก็ได้ หากเป็นอาการหูตึงจากการฟังเสียงดังนานๆ จะไม่มีวิธีรักษา จึงไม่ควรอยู่ในพื้นที่ที่เสียงดังมากจนเกินไปเป็นระยะเวลานานๆ หรือหากจำเป็นต้องทำงาน ควรมีที่อุดหูเพื่อช่วยลดระดับความดังของเสียง

– หูตึงจากโรคน้ำมนหูไม่เท่ากัน (มินิแอร์)
โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน เกิดจากความดันของเหลวในหูชั้นในสูงเกินปกติ ทำให้เซลล์ขนของหูชั้นในถูกทำลาย โดยมีอาจอาการเหมือนประสาทหูเสื่อม มีเสียงอื่นๆ ดังรบกวนในหู และมีอาการเวียนศีรษะ โดยอาการเริ่มแรกอาจจะเริ่มจากไม่ค่อยได้ยินเสียงแบบเป็นๆ หายๆ โดยอาจเริ่มจากเสียงทุ้มก่อน หลังๆ อาจเริ่มมีอาการเวียนศีรษะที่รุนแรงขึ้น คลื่นไส้ หรืออาเจียนร่วมด้วย หากมีอาการดังกล่าว ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อทำการรักษาด้วยการทานยา หรือผ่าตัด

– หูตึงจากยา
อาการหูตึงอาจเกิดมาจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวด ยาแก้ไอ สารประกอบจำพวกสารหนู ตะกั่ว ปรอท และยาปฏิชีวนะ เช่น ยาแก้อักเสบต่างๆ หากหยุดยาอาการอาจดีขึ้น หรือบางรายอาจมีอาการหลังรับยาไปได้สักระยะ หากมีอาการหนักจนรบกวนการใช้ชีวิต ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขาเปลี่ยนเป็นยาที่เหมาะสม

– หูตึงเพราะอายุสูงขึ้น
เรียกง่ายๆ ว่าเป็นอาการหูตึงที่มาพร้อมกับอายุที่สูงขึ้นนั่นเอง เมื่อคนเราอายุเกิน 50 เซลล์ต่างๆ ในร่างกายก็จะเริ่มเสื่อมถอยลง เซลล์ขนในหูชั้นในอาจค่อยๆ เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา โดยอาจเริ่มจากการเริ่มฟังโทนเสียงแหลมไม่ได้ยิน จนกระทั่งลามมาถึงเสียงในระดับการสนทนาปกติ แม้ว่าจะเป็นอาการหูตึงที่รักษาไม่ได้ แต่มีเครื่องช่วยฟังที่สามารถใช้ช่วยผู้สูงอายุได้

– หูตึงจากเนื้องอกของเส้นประสาทหู
หูตึงจากเนื้องอกของเส้นประสาทหู จะมีอาการหูตึงเพียงข้างเดียว โดยอาการจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น เริ่มมีเสียงดังรบกวนในหู เริ่มฟังไม่ค่อยชัด จับใจความ หรือจับเป็นคำพูดไม่ค่อยได้ (สังเกตได้จากตอนคุยโทรศัพท์ด้วยหูข้างที่มีปัญหา) หากเนื้องอกโตมากๆ อาจกดทับประสาทจนทำให้มีปัญหาการมองเห็น หรือหน้าเบี้ยว และเริ่มทรงตัวไม่ค่อยดี

– หูตึงเฉียบพลัน หรือหูดับ
เกิดจากการติดเชื้อของหูชั้นใน โดยโลหิตมาหล่อเลี้ยงหูชั้นในไม่เพียงพอ หรืออาจเกิดจากเนื้องอกกดทับเส้นประสาทหู มากดทับเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหูชั้นในต่ออีกทีหนึ่ง ซึ่งอันตรายมาก ควรพบแพทย์ด่วนที่สุด

– หูตึงจากอุบัติเหตุในหูชั้นใน
เกิดจากหูถูกกระทบกระแทก ถูกตีที่กกหู หรือถูกตี ถูกกระแทกอย่างแรงจากด้านหลังศีรษะ จนทำให้กระดูกหูชั้นในแตก หรือร้าว โดยอาจมีอาการเพียงหูตึงเล็กน้อย ไปจนถึงหูหนวกได้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงที่เกิดขึ้น และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เวียนศีรษะ มีอาการชาบริเวณใบหน้าในส่วนที่ใกล้เคียงกับหูข้างที่มีปัญหา อาการแบบนี้ควรได้รับความดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด

วิธีสังเกตอาการ “หูตึง” ด้วยตัวเอง
ลองฟังเสียงกระซิบในระยะ 10 เซนติเมตร หรือยกมือขึ้นในระยะใกล้ๆ หู ราวๆ 1 นิ้ว ใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งถูกันจนเกิดเสียงเบาๆ ระดับเสียงนี้จะอยู่ที่ราวๆ 30 เดซิเบล หากได้ยินแปลว่าหูยังปกติอยู่ แต่หากไม่ได้ยินแสดงว่าอาจมีความเสี่ยงที่จะมีอาการหูตึง

หากใครที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองมีอาการหูตึงหรือไม่ หรือมีอาการผิดปกติจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน สามารถเข้ารับการตรวจสุขภาพของหู จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านคอ หู จมูก ได้ตามสถานพยาบาลใกล้บ้านค่ะ

กินเก่งแค่ไหนก็ไม่อ้วนถ้าเลือกกิน

อยากลดน้ำหนักอย่างได้ผลสำเร็จภายในเวลารวดเร็ว เพียงทำตามวิธีดังต่อไปนี้ รับรองค่ะว่าการมีหุ่นดีไม่ไปไหนไกลแน่นอน ว่าแต่ต้องทำอย่างไรบ้าง รีบตามไปดูพร้อมๆ กันเลยค่ะ

1.งดแป้ง แต่เพิ่มโปรตีนให้เพียงพอ
หลายคนอาจจะคิดว่าไขมันเป็นตัวร้ายที่ทำให้อ้วน แต่ความเป็นจริงแล้ว หากคุณอยากผอม ก็ควรจะงดแป้งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแป้งที่ได้จากข้าว ขนมปัง หรือขนมต่างๆ ซึ่งควรจะเลือกกินข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้อง เพราะเต็มไปด้วยกากใยอาหารที่ช่วยให้ร่างกายขับไขมันออกไปได้มากกว่า นอกจากนี้ ควรเพิ่มอาหารที่มีโปรตีนสูง อย่างเช่น เนื้อไก่ ธัญพืช นม ไข่ ปลา ฯลฯ เพราะโปรตีนจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และช่วยให้อิ่มท้องง่าย ซึ่งดีต่อการลดน้ำหนักอย่างมากทีเดียว

2.ควรกินอาหารเช้าทุกวัน
ใครที่กำลังลดน้ำหนัก ต้องห้ามลืมว่าอาหารเช้าคือ อาหารมื้อสำคัญที่สุด เนื่องจากอาหารเช้าจะช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญของร่างกายให้ทำงานได้อย่างเต็มที่ตลอดทั้งวัน หากเราอดมื้อเช้าก็จะยิ่งทำให้รู้สึกหิวบ่อยขึ้น กินเยอะขึ้นในมื้อต่อไป และยังทำให้ระบบเผาผลาญพังง่ายอีกด้วย

3.มื้อเย็น เลือกกินแบบเบาๆ
การลดน้ำหนักที่ดี ไม่จำเป็นต้องงดมื้อเย็นแต่อย่างใด เพียงแต่ให้หันมาเลือกกินอาหารลดน้ำหนักเบาๆ อย่างเช่น โยเกิร์ต หรือสลัด ไม่ควรงดอาหารมื้อเย็นอย่างเด็ขาด เพราะหากคุณอดมื้อเย็นอาจจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ทำให้หิวจนนอนไม่หลับ และทำให้การลดน้ำหนักไม่เป็นผลสำเร็จในที่สุด

4.เน้นไฟเปอร์เป็นหลัก
อาหารที่เต็มไปด้วยไฟเบอร์ ได้แก่ ผักและผลไม้หวานน้อย หรือธัญพืชต่างๆ เนื่องจากไฟเบอร์มีส่วนช่วยในการขับถ่ายและยังช่วยจำกัดไขมันส่วนเกินต่างๆ ออกไปได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงมีส่วนช่วยให้ร่างกายอิ่มเร็ว ทำให้กินอาหารน้อยลง แต่อิ่มเร็วขึ้นนั่นเอง สาวๆ สามารถนำอาหารที่มีไฟเบอร์เหล่านี้มาเป็นทำเป็นเมนูลดน้ำหนักตามชอบได้เลย หรือจะนำผักใบเขียวต่างๆ มาปั่นเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มีส่วนช่วยลดน้ำหนักได้ก็ดีเหมือนกัน แต่ระวังอย่าเผลอเติมน้ำตาลเข้าไปล่ะ

5.แบ่งอาหารออกเป็นหลายๆ มื้อ
หลายคนอาจจะเข้าใจว่าการกินอาหารให้น้อยลงจะช่วยให้สามารถลดน้ำหนักได้มากกว่า นั่นก็อาจจะเป็นแนวทางที่ไม่ถูกต้องไปเสียทั้งหมดนัก เพราะในความเป็นจริงแล้ว คุณควรจะแบ่งอาหารออกเป็นมื้อย่อยเล็กๆ สำหรับกินวันละ 3 – 4 มื้อ โดยเลือกเมนูอาหารที่ไม่ทำให้อ้วน ไม่มีไขมัน ไม่ผ่านการทอด และเต็มไปด้วยผักผลไม้ เพียงเท่านี้ก็จะทำให้ร่างกายได้รับปริมาณอาหารแต่ละมื้อได้อย่างถูกส่วนเหมาะสมมากขึ้น แถมยังช่วยลดอาการหิวจุบจิบในระหว่างวันได้ด้วย กินแบบนี้ยังไงก็ลดน้ำหนักลงได้เร็วอย่างแน่นอน

หากสาวๆ ได้นำเทคนิคลดน้ำหนัก 5 ข้อเหล่านี้ไปใช้ควบคู่กับการหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ รับรองได้เลยค่ะว่าภายใน 2 สัปดาห์ น้ำหนักและสัดส่วนจะต้องลดลงอย่างใจต้องการชัวร์

อาการไขมันในเลือดสูงเกี่ยวข้องกับตับหรือไม่

ขึ้นชื่อว่าร่างกายไม่ว่าจะภายในหรือภายนอกก็ตามแต่ล้วนแต่มีความสำคัญกับเรามากพอๆกัน การที่ภายในร่างกายผิดปกติอย่างเช่น มี ไขมันในเลือดสูง เราควรต้องดูแลอะไรหรือควรรักษาตนเองอย่างไร

ตับเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญและเป็นอวัยวะที่ให้มากที่สุด โดยตับของผู้ใหญ่จะมีน้ำหนักประมาณ 1.3  – 3 กิโลกรัม และจะมีลักษณะนุ่ม และจะมีสีออกแดงๆส่วนเนื้อตับจะออกสีแดงปนน้ำตาล แบ่งออกเป็น 2 กลีบ โดยปกติแล้วคนเราจะไม่สามารถคลำตับได้ว่าอยู่ส่วนไหน แต่จริงๆ แล้วตับของคนเราอยู่ตรงบริเวณ ชายโครงขวาใต้กระดูกซี่โครง แต่ถ้าหากตับโตจะโตลงล่าง หรือโตออกด้านข้างหรือบนก็ได้ โดยอาการที่จะแสดงให้เห็นได้ชัดคือ คนที่เป็นมักจะแสดงอาการจุกตื้อๆ  ตับมีหลอดเลือดที่สำคัญ ที่ให้ในการทำหน้าที่ในการผ่าน เข้า-อออก ทั้งหมด 3 ทาง ได้แก่

Hepatic Portal Vein (หลอดเลือดดำพอร์ทัลตับ)

  • คือ หลอดเลือดดำ จากลำไส้เล็ก,ใหญ่ ที่นำสารอาหาร กลูโคส ที่เพิ่งผ่านการย่อยหรือดูดซึม ส่งมาที่ตับเพื่อคัดแยกตามหน้าที่ของตับที่จะมีกรรมวิธีต่างๆ หลอดเลือดดำพอร์ทัลตับคือส่วนประกอบที่สำคัญในระบบการไหลเวียนพอร์ทัลตับ  และเป็นระบบหลอดเลือดดำพอร์ทัลตับหนึ่งในสองของระบบในร่างกาย ส่วนอีกระบบนึงอยู่ที่ระบบไหลเวียนพอร์ทัลไฮโปไฟเซียลที่ต่อมใต้สมอง

Hepatic Artery คือ

  • หลอดเลือดแดงจากหัวใจ ซึ่งนำพาเลือดแดงที่เต็มไปด้วยออกซิเจนจำนวนมาก มาส่งไว้ที่ตับเพื่อเลี้ยงเซล์ตับให้ทำงานต่อไป และในขณะเดียวกันหลอดเลือดแดงก็นำเอา คาร์บอลไดออกไซด์ ซึ่งเป็นของไม่มีประโยชน์เป็นของเสียจากตับเพื่อนำไปส่งยังหลอดเลือดดำ กลับเข้าไปสู้หัวใจและปอดอีกด้วย

Hepatic Vein

  • คือ หลอดเลือดดำจากตับ เข้าสู่หลอดเลือดดำของหัวใจ เพื่อที่ตับจะได้นำตาร์บอนไดออกไซด์น้ำตาลกลูโคส และสารอาหารต่างๆ รวมทั้งตับอ่อนเองก็ยังได้ช่วงส่ง อิซูลิน  ส่งไปให้หัวใจ เพื่อให้หัวใจไปรับออกซิเจนก่อน แล้วหัวใจก็จึงจะแจกจ่ายออกซิเจนไปทั้วทุกเซลล์ในร่างกายของคนเรา

หนองใน ไม่ธรรมดา รู้ไว รักษาไว

โรคหนองใน

โรคหนองในเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Neisseria gonorrhoeaเชื้อนี้จะทำให้เกิดโรคเฉพาะที่บริเวณเยื่อเมือก เช่น เยื่อเมือกในท่อปัสสาวะ ช่องคลอด ปากมดลูก เยื่อบุมดลูก ท่อรังไข่ ทวารหนัก เยื่อบุตา เยื่อเมือกในลำคอ ปัจจุบันพบว่าความชุกของโรคหนองในลดลง เนื่องจากมีการใช้ถุงยางอนามัยเพิ่มขึ้น จากการรณรงค์ให้ใช้เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี

สาเหตุ

เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Neisseria gonorrhoeae เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุท่อปัสสาวะในผู้ชาย และทางปากมดลูกและท่อปัสสาวะของผู้หญิง ทำให้เกิดโรคโดยเชื้อแบคทีเรียเกาะจับเซลล์เยื่อบุชนิดที่ไม่มีขนโบก และสร้างสารพิษ lipopolysaccharide endotoxin รวมทั้งสร้างเอ็นไซม์ IgA proteases ทำให้ความสามารถในการก่อโรคเพิ่มมากขึ้น

ระยะฟักตัว 1 – 14 วัน แต่ที่พบบ่อยคือ 3 – 5 วัน โรคหนองในติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ว่าจะทางปาก ช่องคลอดหรือทางทวาร การร่วมเพศทางปากจะทำให้เชื้อสามารถติดต่อจากปากไปอวัยวะเพศ หรือจากอวัยวะเพศไปยังปาก หากช่องคลอดหรืออวัยวะดังกล่าวปนเปื้อนหนองที่มีเชื้อก็สามารถติดเชื้อนี้ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีการร่วมเพศ ถ้ามีคู่ขามาก ก็จะยิ่งมีโอกาสติดเชื้อเพิ่มขึ้น การจับมือหรือการนั่งฝาโถส้วมไม่ทำให้เกิดการติดเชื้อ

อาการ

ผู้ชาย จะมีอาการปัสสาวะแสบและมีหนองไหล บางรายอาจมีอาการน้อย หรือถ้าเป็นมากอาจจะมีอาการแทรกซ้อนได้ มักจะเกิดอาการหลังจากได้รับเชื้อไปแล้ว 2-5 วัน อาการเริ่มแรกจะรู้สึกระคายเคืองท่อปัสสาวะ หลังจากนั้นจะมีอาการปวดแสบเวลาปัสสาวะ แล้วจึงตามด้วยมีหนองสีเหลืองไหลออกจากท่อปัสสาวะ ปัสสาวะแสบขัด อัณฑะบวม หรือมีการอักเสบ

ผู้หญิง ตกขาวมีกลิ่นเหม็น เป็นหนองหรือมูกปนหนอง ปัสสาวะแสบขัด ปวดท้องน้อยอาจมีอาการอักเสบที่ท่อปัสสาวะ ปากมดลูก ช่องทวารหนัก ถ้าเป็นมากจะมีอาการแทรกซ้อน เช่น เป็นฝีของต่อมบาร์โทลิน

เชื้อโรคอาจลุกลามเข้าสู่โพรงมดลูก ปีกมดลูก ทำให้อุ้งเชิงกรานอักเสบ จนอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการตั้งครรภ์นอกมดลูก หรืออาจเป็นหมันได้ ผู้หญิงที่ได้รับเชื้อนี้จะมีอาการช้ากว่าผู้ชายโดยเฉลี่ยจะเกิดอาการหลังได้รับเชื้อแล้ว 1-3 สัปดาห์
นอกจากนี้ ทั้งชายและหญิงอาจติดโรคที่ลำคอหากมีการร่วมเพศทางปาก

สำหรับทารกแรกเกิด เชื้อหนองในอาจเข้าตาทำให้ตาอักเสบ ขณะคลอดผ่านช่องคลอดมารดาที่มีเชื้อหนองในอยู่ เมื่อเชื้อหนองในเข้าตาเด็ก จะทำให้ตาอักเสบ ถ้าไม่รีบรักษาตาอาจบอดได้ ดังนั้น ทารกเกิดใหม่จะต้องได้รับการหยอดตาด้วยยาปฏิชีวนะทุกราย เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่ดวงตา

ถ้ามีการกระจายของเชื้อในกระแสเลือดจะทำให้เกิดการอักเสบของข้อ ที่พบบ่อยคือ ข้อบริเวณข้อมือ หรือเท้า อาจพบที่ข้อศอก หรือหัวเข่าได้ รอยโรคที่ผิวหนัง ซึ่งเกิดจากการอักเสบที่เส้นเลือดของผิวหนัง ทำให้เกิดเป็นตุ่มหนองอยู่บนฐานสีแดง กดเจ็บ มักพบที่บริเวณมือ เท้า และแขนขาส่วนปลาย

การติดเชื้อหนองในระหว่างตั้งครรภ์จะจำกัดอยู่เฉพาะบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ส่วนล่างได้แก่ บริเวณท่อปัสสาวะ บริเวณด้านข้างของท่อปัสสาวะ ต่อมบาร์โทลิน บริเวณปากช่องคลอด หรือบริเวณปากมดลูก หญิงตั้งครรภ์อาจพบว่ามีการติดเชื้อหนองในบริเวณคอหอยและทวารหนักเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการมีพฤติกรรมทางเพศที่เปลี่ยนไปในระหว่างตั้งครรภ์ได้แก่ มีการร่วมเพศทางปากและทางทวารหนักเพิ่มขึ้น ดังนั้นในหญิงตั้งครรภ์ที่สงสัยว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อหนองในควรทำการเพาะเชื้อหนองใน ตอนมาฝากครรภ์ครั้งแรก และอีกครั้งตอนอายุครรภ์ประมาณ 28 สัปดาห์

การวินิจฉัย

โรคหนองในสามารถให้การวินิจฉัยได้จากลักษณะประวัติอาการ การตรวจหนองด้วยการย้อมหาเชื้อ การเพาะเชื้อต้นเหตุ เทคนิคใหม่ PCR สามารถตรวจได้ทั้งจากหนองและปัสสาวะ ทั้งนี้แพทย์จะตรวจหาโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นๆ ร่วมด้วย

ภาวะแทรกซ้อนในกรณีที่ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ในผู้ชายอาจเกิดภาวะต่อมลูกหมากอักเสบ อัณฑะอักเสบ ท่อปัสสาวะตีบ ทำให้ปัสสาวะไม่ออกและทำให้เป็นหมันได้ สำหรับผู้หญิง อาตเกิดภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ
ปวดประจำเดือน แท้ง กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ปากมดลูกอักเสบ

แนวทางการรักษา

โรคหนองในรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะกลุ่ม Cephalosporin และ Quinolone อาจเป็นชนิดรับประทานหรือชนิดยาฉีด ยาที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ Cefixime, Ceftriaxone, Ciprofloxacin, Ofloxacin, Levofloxacin เป็นต้น

เนื่องจากเชื้อมีการดื้อยามากขึ้น จึงต้องรับประทานยาให้ครบ และตรวจซ้ำตามที่แพทย์แนะนำ
ผู้ป่วยโรคหนองในแท้มักจะมีหนองในเทียมร่วมด้วย จึงต้องรักษาพร้อมกันทั้งสองโรค
ต้องนำหรือแนะนำให้คู่สามี-ภรรยาไปตรวจรักษาด้วย

โรคติดต่อที่มาในฤดูฝน ที่ต้องระวัง

สภาพอากาศที่แปรปรวน เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝนจนไม่รู้ว่าอยู่ฤดูไหนกันแน่ แต่สภาพอากาศเดาไม่ได้แบบนี้นี่ล่ะค่ะตัวการทำให้สุขภาพเราถดถอ­­­ย โดยเฉพาะในช่วงเข้าสู่ฤดูฝนของจริง อาจต้องเตรียมรับมือกันหนักกว่านี้อีกเยอะ เพราะโรคที่มากับหน้าฝนก็มีไม่น้อย เราจึงต้องคอยระวังให้ดี

โรคติดต่อหน้าฝน

1. กลุ่มโรคติดต่อทางน้ำและอาหาร

ที่พบบ่อย คือ โรคท้องเดิน โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน บิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ ตับอักเสบ เป็นต้น โดยสาเหตุเกิดจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อจุลชีพ อันก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหารและลำไส้ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังเรื่องอาหารการกินมากเป็นพิเศษ โดยควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ ใช้ช้อนกลาง และล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร

– ทำอย่างไรดี…เมื่ออาหารเป็นพิษ

– อุจจาระร่วง ใครว่าไม่อันตราย ไม่ระวังก็ถึงตายได้เหมือนกัน

– ไวรัสตับอักเสบ เอ ดูดน้ำหลอดเดียวกันก็เสี่ยงติดเชื้อได้ง่าย ๆ

– รู้จัก ไทฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย

 

2. กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางบาดแผลหรือเยื่อบุผิวหนัง

โรคกลุ่มนี้ที่พบบ่อยในฤดูฝน ได้แก่ โรคแลปโตสไปโรซิส หรือไข้ฉี่หนู และโรคตาแดง ซึ่งสาเหตุก็มาจากการสัมผัสกับน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยเฉพาะเชื้อโรคที่มาพร้อมกับน้ำท่วมขัง น้ำเสียในท่อระบายน้ำ น้ำที่ปนเปื้อนสิ่งปฏิกูลจากทั้งคนและสัตว์ โดยกลุ่มเสี่ยงโรคนี้จะอยู่ในกลุ่มเกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ ประชาชนในพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วม คนงานในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และพนักงานขุดท่อระบายน้ำ เป็นต้น

ทั้งนี้อาการของโรคที่ควรสังเกต คือ หลังได้รับเชื้อประมาณ 1-2 สัปดาห์ จะมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ มักปวดกล้ามเนื้อบริเวณน่องและโคนขาอย่างรุนแรง รวมถึงอาการตาแดง คอแข็ง สลับกับไข้ลด หากเป็นมากอาจมีจุดเลือดออกที่เพดานปาก หรือตามผิวหนัง จนกระทั่งตับวาย ไตวายได้

– โรคฉี่หนู โรคร้ายที่มาในช่วงฝนตกและน้ำท่วมขัง

– วิธีรักษาโรคตาแดง ที่ระบาดในหน้าฝน

 

3. กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ

แน่นอนว่าฤดูฝนต้องพาเอาโรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ และปอดบวมมาด้วยแน่ ๆ เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวนบวกกับเชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่ป­­­นเปื้อนอยู่ในอากาศชื้นช่วงฤดูฝนจะเป็นพาหะของโรคระบบทางเดินห­­า­ยใจ อีกทั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรคยังง่ายมาก เพียงแค่ไอ จาม หรือสัมผัสกับน้ำมูกที่ปนเปื้อนเชื้อก็ป่วยตาม ๆ กันได้แล้ว

ฉะนั้นเราจึงควรดูแลตัวเองด้วยการหาผ้าปิดจมูกมาสวมใส่เมื่อต้อ­­­งอยู่ในที่แออัด หรือเมื่อมีอาการป่วยก็ควรต้องสวมหน้ากากเพื่อหยุดการกระจายของ­­­เชื้อโรคด้วย ที่สำคัญควรหมั่นล้างมือบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าด้วยมือด้วยนะคะ

– เช็กอาการไข้หวัดใหญ่ ต่างจาก ไข้หวัดทั่วไป ตรงไหน ?

 

4. กลุ่มโรคที่มียุงเป็นพาหะ

– โรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออกจัดเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากยุง โดยไข้เลือดออกมียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งกว่าร้อยละ 80 จะเกิดจากยุงลายที่อยู่ในบ้าน ดังนั้นเราจึงต้องกำจัดลูกน้ำยุงลายในบ้านให้หมดจด โดยเฉพาะในจุดที่มีน้ำท่วมขัง รวมทั้งพยายามปกป้องตัวเองและคนในบ้านจากการโดนยุงกัดด้วย

– โรคไข้สมองอักเสบ เจอี

อีกหนึ่งโรคติดต่อที่เกิดจากยุง โรคไข้สมองอักเสบมียุงรำคาญเป็นพาหะ โดยมักจะแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำตามทุ่งนา ส่วนอาการของโรคผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดศีรษะ อาเจียน ก่อนจะมีอาการซึมหรือชัก ต้องรีบนำตัวไปรักษากับแพทย์โดยด่วน แต่ทางที่ดีควรป้องกันตัวเองจากการโดนยุงกัด ซึ่งจะการันตีความปลอดภัยได้มากที่สุด

– โรคมาลาเรีย

นับเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากยุง (ยุงก้นปล่อง) ที่มีความรุนแรงของโรคค่อนข้างสูง โดยผู้ป่วยจะมีไข้สูง หนาวสั่น ซีด จากการที่เม็ดเลือดแดงแตก หรือหากมีอาการหนักอาจมีอาการไตวาย ตับอักเสบ ปอดผิดปกติ หรือบางเคสอาจมีภาวะมาลาเรียขึ้นสมองได้ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการเดินป่าในหน้าฝน หรือพยายามอยู่ให้ห่างจากพื้นที่ที่มีต้นไม้ ลำธารอุดมสมบูรณ์ไป­­­ก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ยุงก้นปล่องมากัดได้

 

5. โรคมือ เท้า ปาก

โรคนี้พบบ่อยในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบ โดยสาเหตุเกิดจากสภาพอากาศที่เย็นและชื้น ไวรัสที่เจริญเติบโตได้ในลำไส้ เช่น คอกซากีไวรัส เอนเทอโรไวรัส ซึ่งเป็นไวรัสตัวการที่ทำให้เกิดโรค มือ เท้า ปาก จะมีการแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วมากเป็นพิเศษ ทำให้เด็กเล็กที่ได้รับเชื้อไวรัสเหล่านี้จากการติดมากับมือหรื­­­อของเล่นที่เปื้อนน้ำลาย น้ำมูก น้ำจากตุ่มแผลพุพอง หรืออุจจาระที่ปนเปื้อนเชื้อ ป่วยได้ง่าย

ฉะนั้นควรป้องกันการเกิดโรคโดยการรักษาสุขอนามัยของเด็กและผู้ด­­­ูแลเด็กให้สะอาด ตัดเล็บให้สั้น รวมทั้งหมั่นล้างมือบ่อย ๆ

โรคจากการทำงาน สังคมก้มหน้า สมาร์ตโฟนเจ้าปัญหา

 

 

สมาร์ตโฟน กับปัญหาสุขภาพ


เนื่องจากแนวโน้มของการใช้งานโทรศัพท์เริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โทรศัพท์ที่เดิมมีการใช้งานเพียงแค่โทร.เข้า โทร.ออก มาเป็นรูปแบบของสมาร์ตโฟน ที่มีความทันสมัยมากขึ้น

ในความเป็นจริงสมาร์ตโฟนก็คือ โทรศัพท์มือถือที่มีความสามารถมากกว่าโทรศัพท์มือถือธรรมดา ถือว่าเป็นคอมพิวเตอร์ขนาดพกพาก็ได้ สามารถเชื่อมต่อ รับส่งข้อมูลได้ รองรับการใช้โปรแกรมที่ถูกออกแบบมาเฉพาะงานต่างๆ โดยอาศัยระบบปฏิบัติการคล้ายๆ กับวินโดว์ที่เราคุ้นเคยกัน

ปัจจุบันนี้ ปริมาณการขายสมาร์ตโฟนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีหลากหลายยี่ห้อและระบบปฏิบัติการ ดังเห็นได้จากยอดขาย iPhone 4 ของบริษัทแอปเปิล ซึ่งสามารถขายได้ถึง ๑.๗ ล้านเครื่องหลังจากเปิดขายได้เพียงแค่ ๓ วัน ขณะที่สมาร์ตโฟนของบริษัทอื่นก็มียอดขายมากเช่นกัน ในปี พ.ศ.๒๕๕๒ พบว่ายอดขายสมาร์ตโฟนมีมากกว่า ๑๗๐ ล้านเครื่อง ข้อมูลนี้เป็นตัวยืนยันว่ามีการใช้สมาร์ตโฟนกันมากจริงๆ

สมาร์ตโฟนกับการบาดเจ็บที่เกิดขึ้น
การใช้งานสมาร์ตโฟนมีความจำเพาะแตกต่างจากการใช้โทรศัพท์ธรรมดา เนื่องจากต้องใช้นิ้วกดตัวอักษรมากขึ้น เช่น การตอบอีเมล์ การส่ง SMS และการแชต

การใช้นิ้วมีรูปแบบที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับออกแบบการใส่ตัวอักษรของแต่ละเครื่อง เช่น iPhone ใช้การใส่ตัวอักษรด้วยการใช้นิ้วชี้จิ้ม ต้องใช้มือข้างหนึ่งถือตัวเครื่องไว้ และใช้นิ้วชี้ของอีกข้างกดที่แป้นอักษร การกรอกใส่ตัวอักษรแบบนี้จะทำได้ช้ากว่าเครื่องอื่นที่ใช้รูปแบบการกดแป้นพิมพ์ตัวอักษร โดยใช้นิ้วโป้งของทั้งสองมือเป็นนิ้วคอยป้อนตัวอักษร ส่วนนิ้วอื่นใช้ถือ ประคองเครื่อง ดังเช่นเครื่อง BlackBerry

เครื่องสมาร์ตโฟนปกติจะมีขนาดเล็ก หากต้องกดตัวอักษรด้วยนิ้วโป้ง จะต้องงอและเกร็งนิ้วโป้งทั้ง ๒ ข้าง การกดลักษณะนี้บ่อยๆ อาจส่งผลทำให้เป็นโรคกลุ่มอาการอักเสบของเอ็นข้อมือโคนนิ้วโป้ง (De Quervain syndrome) และการอักเสบของเอ็นที่นิ้วมือจนทำให้เกิดอาการนิ้วโป้งล็อก (Trigger thumb) กลุ่มอาการทั้ง ๒ ชนิดนี้พบได้บ่อย ถึงขนาดมีการให้ชื่อนิ้วโป้งล็อกว่าเป็น Blackberry Thumb ซึ่งหากทำการเสิร์ชในกูเกิลจะพบเว็บไซต์ที่