วิธีดูแลผิวหน้าแบบชาวญี่ปุ่น

ญี่ปุ่น ดินแดนที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรม ของกินอร่อยๆ อากาศดี ๆ สาวสวยๆ และสาวญี่ปุ่นที่เราพบเห็นช่างมีผิวที่ดูดีมากเลย วันนี้เราจะมารองค้นหาวิธีการดูแลผิวหน้าแบบสาวญี่ปุ่นกันดีกว่าค่ะ คนอ่านทุกท่านจะได้มีผิวที่แลดูสุขภาพดีและเยาว์วัยอยู่เสมอ เพราะยุคสมัยี้ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นไหนก็ต้องหันมาดูแลเอาใจใส่ตัวเองกันนะคะ

วิธีแรกง่ายสุดเพียงแค่คุณปรับวิธีการกินอาหารของคุณให้ดี นอกจากอาหารจะทำให้ร่างกายเราแข็งแรงสุขภาพดีแล้วนั้น อาหารที่ดียังส่งผลต่อสุขภาพและความเปล่งปลั่งภายนอกของเราอีกด้วย เพราะฉะนั้นการดูแลความสวยความงามนั้นก็จะขึ้นอยู่กับอาหารที่คุณกิน ไม่ใช่เพียงแค่สิ่งที่คุณเอามาแปะบนร่างกาย สาวญี่ปุ่นมักจะไม่กินอาหารรสหวานจัด หรือ เนื้อสัตว์มากเกินไป โดยเธอมักจะเน้นผัก และ ปลาเป็นหลัก โดยเฉพาะปลาดิบที่มาจากทะเลน้ำลึก ที่มีกรดไขมัน omega3 ที่จะช่วยชะลอความแก่ได้ด้วย เพราะฉะนั้น หลงัจากววันนี้ ร้านซูชิแถวบ้านเราจะต้องลุกเป็นไฟ

ชาเขียวคือทุกอย่าง เรียกได้ว่ากรีดเลือดสาวๆชาวญี่ปุ่นออกมาอาจเป็นสีเขียวเลย็ว่าได้ค่ะ เพราะชาเป้นหนึ่งในเครื่องดื่มที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตขอชาวญี่ปุ่นมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้ เราจะพบเรื่องราวของชา ทั้งวัฒนธรรมการชงชา และความมีชื่อเสียที่เรียกได้ว่า หากถามหาชาเขียว เราก็นึกออกแต่ที่ประเทศนี้เท่านั้น ขนาดเครื่องดื่มชาเขียวแบรนด์ไทยยังตั้งชื่อให้เป็นภาษาญี่ปุ่น นอกจากชาเขียวจะมีไว้ดื่มแล้ว สำหรับญี่ปุ่น ชาเขียวยังสามารถนำมาใช้ในการรักษาสิวอีกด้วย โดยชามัทฉะหนึ่งแก้วนั้น มีค่าแอนตี้ออกซิแดนท์เท่ากับ ชาเขียวธรรมดา 10 แก้วเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นรู้หรือยังทำไม เขาถึงไม่แก่กันเลย ได้ยินแค่นี้ก็อิจฉาจนต้องเหมาอิชิตันสัก 10 ขวด

ข้าว อาหารหลักที่มีประโยชน์มากว่าอิ่มท้อง ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับข้าวพอๆกับคนไทยเราที่ต้องมีข้าวเป็นมื้ออาหารในทุกๆมื้อ นอกจากข้าวจะช่วยให้เราอิ่มท้องของคน เกอิชาสมัยก่อนใช้น้ำซาวข้าว ดูแลผิว ดูแลผม  เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์แบบธรรมชาติสุดๆ โดยข้าวนั้นช่วยปกป้องผิวจากแดด และช่วยลดริ้วรอยได้อีกด้วย จะกินหรือเอามาอาบก็มีประโยชน์เหมือนกัน และวัฒนธรรมการใช้ข้าวในการดูแลผิวยังแพร่หลายใหลายประเทศอย่าง เกาหลีอีกด้วย

Oil ผิวเป็นประจำ สำหรับวิธีนี้ต้องของเตือนสาวๆชาวไทยที่ใช้ชีวิตในภูมิอากาศแบบ ร้อน ร้อนมากและร้อนที่สุดก่อนว่า เราอาจจะต้องเลือกช่วงเวลาที่ใจดูแลผิวด้วยวิธีนี้กันนิดนึงเพราะจากสภาพอากาสแล้วจากออยธรรมดาอาจจะฟิวั่นกับออยของเราด้วย แต่ตรงกันข้าวกับสาวญี่ปุ่นที่ไม่กลัวน้ำมัน ด้วยอากาศที่เย็นจัดในฤดูหนาว ทำให้มีผลิตภัณฑ์ที่เป็นมอยซ์เจอไรเซอร์หนัก ๆมากมาย เกอิชาในสมัยก่อนใช้ น้ำมันดอกคามิเลียในการลบเครื่องสำอางค์ และ ทำความสะอาดผิวหน้า โดยถือเป็นทริคที่ดังมากในประเทศญี่ปุ่น ช่วยชะลอวัยและช่วยทำความสะอาดใบหน้าได้ด้วย โดยหนังสือที่อายุเก่าแก่ที่สุดในโลก the Tale of Genji ยังบอกว่า ผู้หญิงในศาลสมัยนั้นใช้น้ำมันดอกคามีเลียแต่งผมอีกด้วย

เรียบง่ายสิดีที่สุด ทิ้งภาพสกินแคร์เต็มห้องน้ำไปหมดได้เลย เพราะสาวๆญี่ปุ่นนั้นจะไม่ใช้เครื่องสำอาง หรือ สกินแคร์เยอะมากนัก โดยจะใช้ของเป็นอย่างๆ ตามความสำคัญและหน้าที่ของมัน เพื่อประหยัดเวลา เช่น  ล้างหน้าเสร็จ ต่อด้วย โทนเนอร์ เซรั่ม และจบที่มอยซ์เจอไรเซอร์ เท่านั้นเอง

ไม่ว่าจะแดดที่ไทยหรือที่ญี่ปุ่นล้วนเป้นปัญหาต่อการทำร้ายผิวของเราทั้งสิ้น เนื่องจากแดดที่นั้นแรงมากจนแสบผิว จึงเป็นเหตุให้สาวญี่ปุ่นกลัวแดดกันมากทีเดียว เป็นเหตุให้มีผลิตภัณฑ์กันแดดเยอะสุดๆ เพราะฉะนั้นอย่าลืมหลีกเลี่ยงแสงแดดด้วยนะจ๊ะ เพราะแดดน่ากลัวกว่าที่คิดเยอะ

เชื่อว่าอะไรที่ไม่ดีหรือเป็นพิษกับร่างการเราล้วนรู้ดีแต่บางท่านก็ยังฝืนใช้เผื่อสวยทางัด วันนี้เราจะเริ่มกันใหม่ อะไรที่ไม่ดีกับร่างกาย เป็นพิษต่อร่างกาย  เธอจะเลี่ยงทั้งหมด เหลือแต่ความเป็นธรรมชาติที่ไม่ทำลายผิว

มาร์คหน้ากันเถอะ สมัยก่อน ชาวเกอิชาใช้ผ้าไหมกิโมโนชุบด้วยน้ำกลั่นจากดอกไม้ วางลงบนผิวหน้า จึงเป็นเหตุให้สาวๆญี่ปุ่นมีมาร์ควางขายเยอะมาก เพราะเป็นวิธีที่ช่วยดูแลผิวในยามค่ำคืนก่อนนอน และช่วยให้ความชุ่มชื่นกับผิวได้ดี ที่สำคัญขายดิบขายดีสุดๆ ประมาณว่าใครมาญี่ปุ่นก็ต้องซื้อ

เมคอัพ โน เมคอัพถ้าเป็นชีวิตจริงทั่วไป ทำงานเดินเล่น สาวญี่ปุ่นจะแต่งหน้าประหนึ่งไม่ได้แต่งเลยล่ะ เพราะเขาดูแลผิวหน้ามาดีมากแล้วนั่นเอง อ้ออีกอย่างคือหลีกเลี่ยงสารเคมีเข้าสู่ร่างกายด้วยนั่นเอง

โยคะหน้า หรือ นวดหน้า เป็นเทคนิคอีกอย่างที่ช่วยลดริ้วรอยและเพิ่มการหมุนเวียนของเลือด ที่จะช่วยให้สาวๆหน้าไม่แก่เร็วนั่นเอง

ทำความสะอาดต้องล้ำลึก การดูแลผิวหน้าของสาวญี่ปุ่นไม่ใช่การประโคมทุกอย่างลงไป แต่หัวใจหลักคือการทำความสะอาดต่างหากล่ะ เพราะหากคุณดูแลความสะอาดไม่ดีพอ ก็ไม่มีทางที่ใบหน้าจะดีได้ โดยสาวญี่ปุ่นถึงแม้จะไม่ได้แต่งหน้า ก็จะทำความสะอาดอย่างดีราวกับแต่งหน้าเลยล่ะ บางทีสองรอบขึ้นไปด้วยซ้ำ

เวลาอาบน้ำ = การใช้เวลา ในญี่ปุ่น การอาบน้ำเป็นเรื่องสำคัญ ไม่งั้นจะมีออนเซนทั่วเมืองเขาหรือ จริงป่ะ โดยจะเป็นการแช่ตัวในน้ำร้อน และขัดตัวขัดผิวให้สะอาด การอาบน้ำจะเป็นช่วงเวลาที่คุณได้ผ่อนคลายความเครียดก่อนจะล้มตัวลงนอนในแต่ละวัน

ขัดผิวเสมอ ผิวที่เรียบเสมอ คือ สิ่งสำคัญสำหรับสาว ๆ ญี่ปุ่นเลยล่ะ โดนส่วนใหญ่จะใช้ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ เช่น ถั่ว เป็นต้น

วิตามินซีเสริม วิตามินซีที่วางขายเกลื่อนกลาดทั่วเมืองนั้น เป็นอีกไอเทมของสาวๆญี่ปุ่นที่ขาดไม่ได้  โดยเฉพาะวิตามินซีที่ช่วยเรื่องผิวของสาวๆ

ความสวยที่มาจากภายใน คนญี่ปุ่นไม่ได้มองคนแต่หน้าตาอย่างเดียวหรอกนะ เขายังมองคนที่ความสวยจากภายใน หรือที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า Mie-nai Oshareh อีกด้วย  ไม่ว่าคุณจะแต่งหน้าด้วยสินค้าราคาแพงแค่ไหน แต่ความสวยภายในนั้น ไม่มีใครใช้เงินซื้อได้ เพราะฉะนั้นจงเป็นตัวเองและมีความสุขกับสิ่งที่เราเป็นกันดีกว่า

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  หวยลาวออกกี่โมง

กาแฟลดความอ้วน

กาแฟหลายคนอาจจะเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อร่างกายเนื่องจากมีคาเฟอีนที่เป็นคล้ายสารกล่อมประสาท อาจจะทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมเร็วแน่นอนว่าถ้าหากได้รับคาเฟอีนในปริมาณที่มากสารเหล่านี้นั้นอาจจะไปทำลายร่างกายได้ แต่ถ้าหากมีการเลือกรับประทานกาแฟในปริมาณที่เหมาะสมและจำเป็นต่อร่างกายคาเฟอีนนั้นก็ถือเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเช่นกัน

ในปัจจุบันมีการนำกาแฟชนิดต่างๆมาทำเป็นกาแฟเพื่อลดความอ้วนซึ่งการกินกาแฟแบบลดความอ้วนนั้นถือเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะจริงๆแล้วกาแฟโดยทั่วไปมีสารคาเฟอีนอยู่แล้วและสามารถช่วยลดความอ้วนได้ โดยไม่ต้องไปหาทานกาแฟที่ใช้สำหรับลดความอ้วนเพราะกาแฟที่ขายแล้วบอกว่าเป็นกาแฟลดความอ้วนนั้นอาจจะมีสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้หรืออาจจะมีคาเฟอีนที่มากเกินไปจนทำให้เกินความจำเป็นที่ร่างกายต้องการได้

การรับประทานกาแฟเพื่อลดความอ้วน ควรจะเลือกทานกาแฟที่ไม่มีส่วนผสมของนม ครีมเทียม หรือน้ำตาล เพราะสิ่งที่ทำให้เราอ้วนนั้นไม่ใช่กาแฟ แต่เป็นนม ครีมเทียมต่างๆและน้ำตาลต่างหาก ซึ่งการรับประทานกาแฟเพื่อลดความอ้วนนั้นควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมและกาแฟที่รับประทานต้องเป็นกาแฟที่ไม่มีส่วนผสมของนม ครีมเทียมหรือน้ำตาลเลยเด็ดขาด เช่น อเมริกาโน่ จะเป็นกาแฟที่ไม่มีการใส่นม ครีมเทียม หรือน้ำตาล

จะเป็นกาแฟเพียวๆมีรสชาติกาแฟที่แท้จริงมาก เพราะอเมริกาโน่นั้นเป็นกาแฟที่มีกาแฟและน้ำเป็นส่วนผสม ทำให้บางร้านมีการใส่น้ำตาลหรือไซรัปเข้าไปเพื่อให้รับประทานง่ายขึ้น แต่หากจะลดความอ้วนต้องสั่งเลยว่า อเมริกาโน่ไม่หวาน ย้ำว่าไม่หวานคือไม่ใส่อะไรเลยนั่นเอง ทำให้กาแฟชนิดนี้นั้นเหมาะสำหรับคนลดความอ้วนและควรจะรับประทานวันละ 1 แก้วก็เพียงพอแล้วแต่ถ้าหากเป็นคนชอบรับประทานกาแฟอาจจะรับประทานวันละ2แก้ว คือการรับประทานในช่วงเช้า 1 แก้ว และในช่วงบ่าย 1 แก้ว ก็ถือว่าปริมาณยังไม่มากเกินไปกว่าที่ร่างกายต้องการ

การรับประทานกาแฟเพื่อลดความอ้วนนั้น กาแฟจะมีส่วนช่วยทำให้เรานั้นลดความอยากอาหารลงได้ เนื่องจากกาแฟมีคาเฟอีนนั่นเอง และสำหรับคนที่ลดความอ้วนนั้นไม่ใช่ว่าจะดื่มแต่กาแฟแล้วไม่รับประทานอาหารเลยไม่ได้นะ เพราะจะทำให้ร่างกายอาจจะขาดสารอาหารหรือไม่มีแรงเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันได้ และต้องย้ำว่ากาแฟ เป็นเพียงตัวช่วยลดความอยากอาหารเท่านั้น อย่างไรก็ตามก็ต้องรับประทานอาหารที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อร่างกายและเพียงพอต่อการดำเนินชีวิตด้วย และที่สำคัญการออกกำลังกายควบคู่กับการรับประทานกาแฟและอาหารที่ดีมีประโยชน์นั้นจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการช่วยลดความอ้วนได้นั่นเอง

 

 

ขอบคุณ  แทงหวยลาว  ที่ให้การสนับสนุน

สุขภาพในการออกกำลังกาย  

เมื่อในปัจจุบันเราเดี่ยวนี้มีแต่คนเริ่มที่จะหันมาดูแลเรื่องสุขภาพกันมากขึ้นเพราะว่ากลัวกับการที่เราจะมีโรคภัยไข้เจ็บกลัวว่าเราจะมีรูปร่างที่ไม่สวยงาม  ดังนั้นเมื่อเราเริ่มที่จะดูแลตัวเองเราจะเริ่มหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกิน   หรือว่าการออกกำลังกาย  เมื่อเราพอที่จะมีเวลาเราก็ไปออกกำลังการเลือกซื้อเลือกการกินเพราะว่าเริ่มที่จะกลัวเรื่องสุขภาพของตัวเอง 

         การที่เราออกกำลังกายมีอยู่มากมายว่าเราต้องการที่จะเลือกแบบไหน  ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง  หรือว่าการตีแบด  การปั่นจักกระยาน   เล่นโยค่ะอยู่ที่บ้าน  หรือว่าเลือกการออกกำลังกายอยู่ที่บ้านเพราะว่าประหยัดเวลาอย่างเช่น  เมื่อเรากลับมาจากที่ทำงานแล้วเราทำงานบ้านต่างๆแล้ว  แต่ว่าเราพอที่จะมีเวลาในการออกกำลังกายแต่จะให้เราไปออกที่ยิม  หรือว่าสถานที่ออกกำลังกายอย่างเช่น หน้าหมู่บ้าน  หรืออะไรแบบนี้  ทำให้เราไม่สะดวก  เราก็เลือกที่จะออกกำลังกายภายในบ้านก็ได้  อย่างเช่นการที่เราเล่น โยค่ะ  หรือว่าออกกำลังท่าต่างๆที่สามารถออกกำลังกายภายในบ้านได้  อย่างเช่นการที่เราวิ่งรอบๆบ้าน     หรือว่าเราจะชวนลูกๆหลานๆเราออกมาเล่นตีแบดนั้นก็ได้เหมือนกัน  

       เพราะว่าการที่เราหันมาใส่ใจในเรื่องของการรักสุขภาพก็ทำให้ร่างกายของเราแข็งแรงมีสุขภาพที่ดี  และอีกอย่างได้รูปร่างที่ดีด้วย  เพราะว่าเดี่ยวนี้ไม่จะเป็นคนรุ่นไหนก็หันมาใส่ใจในเรื่องสุขภาพกันอย่างมากเพราะว่ากลัวที่เราจะรูปร่างที่ไม่ดีกลัวเพราะด้วยในตอนนี้คนเราทุกคนอยากที่จะมีรูปร่างที่ดีในการที่เรามีรูปร่างที่เราจะเหมือนมีชัยไปมากกว่าครึ่งเพราะว่าการที่เรามีหุ่นที่ดีเราจะสามารถที่จะใส่เสื้อผ้าอะไรนั้นก็ดูดีไม่ต้องไปหาเลือกไซต์เสื้ออะไรเพราะว่าในยุคนี้เป็นยุคที่เราต้องมีหุ่นเอวบางร่างน้อย  

      ส่วนเรื่องของอาหารที่เรากินใครที่ชื่นชอบในการกินแต่เนื้อสัตว์ไม่ยอมที่จะผักมากกว่าเนื้อนั้นก็ต้องบอกเลยว่า   คุณไม่สามารถที่จะผอมได้เพราะว่าการที่เราอยากที่จะเลือกในการกินเราต้องเลือกที่จะกินผักมากกว่าการกินเนื้อ  ดังนั้นเราควรที่จะใส่ใจในเรื่องของการกินเลยในตอนนี้มีแต่คนเริ่มที่จะหันมากินผักมากว่าและเริ่มที่จะไม่กินน้ำมัน  

เพราะว่าการที่เรากินแต่ของมันจะทำให้เราเกิดโรคอ้วนและก็เป็นโรคของไขมันดังนั้นเราก็ต้องดูแลในเรื่องของการกิน

 

สนับสนุนโดย  สมัครเว็บหวยฮานอย

สิ่งที่ไม่ควรรับประทานหลังการออกกำลังกาย

หลังจากการที่เราพึ่งจะสูญเสียเหงื่อเป็นอย่างมากในการออกกำลังกาย อาหารบางชนิดก็ไม่ควรที่จะรับประทานทันทีหลังการออกกำลังกาย โดยคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าหลังการออกกำลังกาย เรารู้สึกเหนื่อยมาก จะรับประทานอะไรก็ได้ แต่ความเป็นจริงแล้วอาหารบางชนิดหากรับประทานทันทีหลังการออกกำลังกายอาจส่งผลเสียหรือเกิดอันตรายขึ้นกับร่างกายได้ ผู้ที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควรที่จะศึกษาว่าอาหารชนิดใดที่ไม่ควรรับประทานหลังการออกกำลังกายทันที

เครื่องดื่มชูกำลัง โดยส่วนใหญ่เรามักจะเห็นฉลากที่ข้างขวดของเครื่องดื่มชูกำลังมักจะมีข้อมูลว่าดื่มเพื่อชดเชยน้ำในร่างกายที่สูญเสียไปหลังจากการออกกำลังกายหรือเหมาะสำหรับผู้ที่ออกกำลังกาย แต่ความเป็นจริงแล้วการรับประทานเครื่องดื่มชูกำลังหลังจากการออกกำลังกายไม่ได้ส่งผลดีต่อร่างกายนัก การชดเชยน้ำที่สูญเสียไปของร่างกายด้วยการดื่มน้ำเปล่าแทนจะเป็นวิธีการที่ถูกต้อง และปลอดภัยมากกว่า เพราะในบางรายมีการดื่มเรื่องดื่มชูกำลังหลังการออกกำลังกายแล้วมีอาการแน่นหรือเจ็บหน้าอกแบบเฉียบพลัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายแบบฉับพลันได้

ผัก และผลไม้ โดยส่วนใหญ่ผู้คนมักจะคิดว่าการรับประทานผัก และผลไม้หลังการออกกำลังกายเป็นการช่วยเสริมสร้างวิตามินให้แก่ร่างกาย แต่ความเป็นจริงแล้วหลังการออกกำลังกายสิ่งที่ร่างกายต้องการคือ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และเกลือแร่ ซึ่ง 3 สิ่งเหล่านี้ไม่มีในผัก และผลไม้ ดังนั้นเมื่อรับประทานผัก และผลไม้เข้าไปทันทีหลังการออกกำลังกายนอกจากจะไม่ช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายมีกำลังขึ้นแล้ว ร่างกายยังไม่สามารถนำวิตามินจากผัก และผลไม้ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

ชีส (Cheese) ชีสนั้นมีอยู่มากมายหลากหลายชนิด แต่ในทุกชนิดนั้นล้วนให้ไขมันกับร่างกายทั้งหมด ผู้ที่ออกกำลังโดยส่วนใหญ่มักอยากที่จะมีรูปร่างที่ดี มีสุขภาพร่างกายที่ดี แต่หากเรารับประทานชีสเข้าไปทันทีหลังการออกกำลังกาย การออกกำลังที่เราตั้งใจทำมาทั้งหมดก็สูญเปล่า เพราะในขณะที่เรากำลังออกกำลังกายนั้น ร่างกายก็จะเผาผลาญไขมันส่วนเกินออกไป แต่หากเรารับประทานชีสหลังจากการออกกำลังกายทันทีนั่นเท่ากับว่าเป็นการเติมไขมันเข้าไปในร่างกายอีก ซึ่งไม่ส่งผลดีแน่ ๆกับผู้ออกกำลังกายที่ต้องการให้รูปร่างดี

น้ำอัดลม น้ำหวานทุกชนิด หลังจากการออกกำลังกาย ร่างกายของเราจะรู้สึกกระหายน้ำเป็นอย่างมาก เนื่องจากการสูญเสียเกลือแร่ในร่างกาย แต่หากเรารับประทานน้ำอัดลมหรือน้ำหวานทันทีหลังจากการออกกำลังกาย จะส่งผลเสียต่อร่างกายเป็นอย่างมาก เพราะในน้ำอัดลม และน้ำหวานนั้นมีปริมาณน้ำตาลที่สูงมาก เพื่อให้ผู้ดื่มรู้สึกสดชื่นขึ้นทันทีที่ดื่ม แต่ในขณะที่ร่างกายเรากำลังกระหายน้ำเป็นอย่างมาก จะทำให้เราดื่มในปริมาณที่มากจนเกินไป ทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลในปริมาณที่สูง ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อร่างกายในระยะยาวแน่ ๆ

บัวหิมะอาหารบำรุงสมองของลูกน้อย 

เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักบัวหิมะแต่ส่วนใหญ่ที่ผู้คนจะรู้จักบัวหิมะกันในรูปแบบของครีมบำรุงผิวเพื่อลดการเกิดริ้วรอย และช่วยลดรอยแผลไฟไหม้ แต่จริงๆแล้วบัวหิมะมีผลิตออกมาได้หลายรูปแบบทั้งในการแปรรูปเป็นครีมทั้งที่เป็นดอกบัวหิมะหรือเป็นบัวหิมะสดซึ่งวันนี้ที่เราจะพูดถึงกันก็คือบัวหิมะสดหลายคนอาจจะเรียกว่าหัวบัวหิมะก็ได้ ซึ่งหัวบัวหิมะสดนี่เองที่เราจะสามารถนำมารับประทานและมีสรรพคุณในการรักษาเป็นยาสมุนไพรและช่วยในเรื่องของการบำรุงสมองรูปร่างของบัวหิมะสดจะมีลักษณะเหมือนกับมันเทศส่วนรสชาติไม่ต้องพูดถึงเพราะอร่อยมีรสชาติหวานฉ่ำน้ำ กัดแล้วรู้สึกกรอบ 

นอกจากจะนิยมนำมาเป็นยาสมุนไพร หลายคนยังนิยมนำบัวหิมะมาทานเพื่อบำรุงร่างกายและใช้เป็นยาลดความอ้วนได้อีกด้วยเพราะบัวหิมะให้พลังงานต่ำ สำหรับคนที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหรือคนที่เป็นโรคเบาหวานหรือคนที่เป็นโรคหัวใจมักจะนำบัวหิมะสดมาทานเพื่อช่วยรักษาอาการของโรคเหล่านี้ให้ดีขึ้น เชื่อหรือไม่ว่าคนท้องก็สามารถกินบัวหิมะสดได้

สำหรับหญิงที่กำลังตั้งครรภ์หากอยากจะรับประทานบัวหิมะสด ควรจะกินในปริมาณที่พอเหมาะเพราะหากกินบัวหิมะมากเกินไปแทนที่จะได้ประโยชน์จากมันก็อาจจะเกิดโทษได้เหมือนกัน ประโยชน์ของบัวหิมะที่มีต่อคุณแม่ที่กำลังตั้งท้องนั้นจะช่วยเสริมสร้างโภชนาการให้ทั้งกับตัวคุณแม่เองและลูกน้อยในครรภ์โดยในบัวหิมะจะมีทั้งกรดอะมิโนและโปรตีนแต่ถ้าหากเรากินมากก็จะส่งผลให้ท้องเสียได้อย่างที่เราบอกกันไปแล้วว่าในบัวหิมะมีทั้งโปรตีนและกรดอะมิโนรวมถึงวิตามินและแคลเซียม

ดังนั้นเมื่อคุณแม่ทานเข้าไปสารอาหารเหล่านี้จะส่งต่อไปยังลูกลูกในครรภ์ได้ซึ่งจะไปสร้างประโยชน์ให้กับลูกน้อยของเราให้ช่วยพัฒนาสมองและช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายของลูกน้อยเกิดมาแข็งแรงสมบูรณ์แต่เค้าแนะนำคือสำหรับคุณแม่ที่คลอดลูกคลอดบุตรออกมาแล้วไม่ควรที่จะกินบ่หิมะสดเพราะทุกอย่างที่แม่กินจะส่งผลต่อลูก

เพราะลูกหนูจะต้องกินน้ำนมต่อจากแม่ดังนั้นหากแม่กินบัวหิมะสดแล้วท้องเสียเมื่อลูกน้อยกินนมของคุณแม่เข้าไปก็จะทำให้ท้องเสียตามไปด้วยถึงได้บ่นว่าจะมีประโยชน์แต่ก็อาจจะมีโทษสำหรับคนที่แพ้บุหรี่มาได้หากว่ากินบ๊วยมาก็ไปแล้วรู้สึกว่ามีอาการคันควรหยุดทานทันทีหากไม่มั่นใจว่าเป็นการคันเพราะเกิดจากการแพ้บ๊วยมาหรือเปล่าให้ไปปรึกษาแพทย์

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  หวยออนไลน์ขั้นต่ำ 1 บาท

หน้าหนาวป่วยง่าย สุขภาพร่างกายต้องระวัง

แพทย์อายุรเวช โรงพยาบาลหัวเฉียว ไขปัญหาให้ฟังว่า เมื่อเข้าสู่หน้าหนาว สถานการณ์โอบล้อมของอุณหภูมิกลางอากาศที่เปลี่ยนไป อาจทำให้ร่างกายปรับพฤติกรรมไม่ทันจนกระทั่งนำไปสู่โรคได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น โดยโรคที่พบบ่อยในตอนหน้าหนาว มี 4 โรคใหญ่ๆ ดังนี้

1. โรคระบบทางเดินหายใจ เมื่อไล่ลำดับของโรคที่เผชิญได้บ่อยมากที่สุดในตอนหน้าหนาว คงจะหนีไม่พ้นไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ โดยความไม่เหมือนของทั้งคู่สามารถแยกได้จากอาการที่เกิดขึ้นกับร่างกาย

– หวัดธรรมดา จะมีการไอ จาม น้ำมูกไหล คันคอ เจ็บคอ ไข้มักไม่ขึ้นสูง ภาวะแทรกซ้อนไม่ร้ายแรง การดูแลรักษาเป็นการดูแลร่างกายให้อบอุ่น กินน้ำ จิบน้ำบ่อยๆ พักผ่อนให้พอเพียง ไม่จำเป็นที่จะต้องให้ยาปฏิชีวนะหรือยาที่ใข้เพื่อการฆ่าเชื้อ

– ไข้หวัดใหญ่ มีลักษณะเมื่อยกล้ามเนื้อ ไข้สูงมากกะทันหันร่วมด้วย การดูแลและรักษาจะใช้ยาสำหรับใช้ในการฆ่าเชื้อไวรัส บวกกับการดูแลรักษาตามอาการให้ดีขึ้น ถ้าเกิดเป็นกรุ๊ปเสี่ยง ได้แก่ เด็กตัวเล็กๆอายุน้อยกว่า 2 ปี หรือคนแก่แก่กว่า 65 ปี ผู้ที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคถุงลมโป่งพองเรื้อรัง โรคหอบหืด เบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต ชี้แนะให้ฉีดยาป้องกันไข้หวัดใหญ่คุ้มครองป้องกันไว้ก่อน ยิ่งไปกว่านี้ผู้เจ็บป่วยควรจะใส่หน้ากากเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไปสู่คนอื่นๆ ด้วย

– โรคหลอดลมอักเสบ มีลักษณะอาการไอแห้งๆ เรื้อรัง อาจมีไข้ต่ำๆ รวมทั้งเสียงที่แหบขึ้น ต้นสายปลายเหตุโดยมากมีเหตุที่เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งได้ผลข้างเคียงมาจากหวัด การดูแลและรักษาก็ คือ ดูแลตัวเองเช่นกัน แต่ว่าถ้าเชื้อขยายไปสู่ปอด ผู้เจ็บป่วยจะมีลักษณะไข้ หอบ รวมทั้งอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีสภาวะพร่องออกซิเจน บางรายอาจมีน้ำในเยื่อห่อหุ้มปอดที่จำเป็นจะต้องเจาะระบายน้ำออกเพื่อการดูแลรักษา โรคนี้มักเกิดกับผู้ที่มีประวัติหรือโรคร่วมอื่นๆ เสี่ยง ตัวอย่างเช่น ในหมู่คนไข้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้เจ็บป่วย รวมทั้งกลุ่มชนที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์บ่อยๆ ความอันตรายของโรคอยู่ที่ภาวะแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ที่อาจก่อให้อาการทรุดลง จะต้องรีบไปพบหมอแต่เนิ่นๆ

2. โรคที่เกิดขึ้นและมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส เป็นโรคติดต่อในกรุ๊ปของโรคหัด โรคหัดเยอรมัน รวมทั้งอีสุกอีใส เชื้อโรคที่เป็นบ่อเกิดนั้นแพร่อยู่กลางอากาศเหมือนกับหวัด แม้กระนั้นจะมีลักษณะระบุที่เพิ่มเข้ามา ดังนี้
– โรคหัด มีลักษณะอาการไอ เคืองตา ตาแดง ในปากจะมีผื่นหรือตุ่มเล็กๆ ร่วมกับมีผื่นแดงที่จะเริ่มจากบริเวณใบหน้า ลุกลามมาที่คอ ลำตัว กระทั่งไปถึงขา เชื้อแพร่ผ่านการไอ จาม หรือหายใจรดกันเหมือนกันกับหวัด การดูแลรักษาโรคจะรักษาตามอาการ ตัวอย่างเช่น ให้ยาลดไข้ ยาใช้ภายนอกแก้ผื่นคัน ตอนนี้มีวัคซีนคุ้มครองที่ฉีดตั้งแต่วัยเด็ก 9 – 12 เดือน แต่ว่าถ้ามีลักษณะควรจะรีบเจอหมอโดยทันที เพราะบางรายอาจมีอาการเข้าแทรก
– โรคหัดเยอรมัน ลักษณะของโรคเหมือนหัด แม้กระนั้นจะมีผื่นเล็กๆ สีชมพูอ่อนกระจัดกระจายไปทั่ว เริ่มจากหน้าผาก ชายผม รอบปาก รวมทั้งเป็นไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย เชื้อแพร่ผ่านการไอ จาม หรือหายใจรดกันเหมือนกันกับหวัดหรือฝึกฝนอันตรายของโรคนี้ถ้ากำเนิดกับหญิงมีครรภ์ 3 เดือนแรกอาจส่งผลให้ลูกในท้องทุพพลภาพได้ แพทย์อาจต้องพิจารณายุติการตั้งครรภ์

– อีสุกอีใส เริ่มจากเป็นไข้ต่ำๆ เมื่อยล้า เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว รวมทั้งมีตุ่มนูนแดงขึ้น ถัดมาตุ่มน้ำจะเริ่มเป็นตุ่มหนองก่อนที่จะเป็นสะเก็ด ใช้เวลาทั้งปวงราวๆ 2 อาทิตย์ ระยะติดต่อจะอยู่ในตอนของการเกิดตุ่มน้ำ ก็เลยไม่สมควรสัมผัสถูกผู้เจ็บป่วยหรือสิ่งของที่เลอะตุ่มน้ำ การดูแลรักษาหมอจะรักษาตามอาการ และก็คนป่วยที่เคยเป็นโรคนี้แล้วจะมีภูมิคุ้มกันตลอดชีพ

3. โรคผิวหนังอักเสบ ไม่ว่าจะเป็นผิวหนังแห้ง แตก เป็นสะเก็ด หรือขี้กลาก โรคเกลื้อน ที่เกิดขึ้นจากเชื้อราซึ่งเติบโตดีในฤดูหนาว วิธีการป้องกัน คือ การทาครีมบำรุงเพื่อคุ้มครองปกป้องผิวแห้ง กินน้ำแล้วก็รับประทานผลไม้เพิ่มขึ้นเพื่อรักษาความชื้นของผิวดูแลข้างในรวมถึงภายนอกด้วยการเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าซ้ำๆ หรือมีกลิ่นเหม็นอับเปียกชื้น ถ้ากำเนิดลักษณะของขี้กลากหรือโรคเกลื้อน สังเกตได้ว่า ผิวหนังแห้งเป็นวง มีขุยขาวๆ ผื่นคัน รอบๆข้างหลัง ลำตัว แขน ขาหนีบ ควรจะรีบไปพบหมอ

4. โรคระบบทางเดินอาหาร เป็น อุจจาระร่วง ท้องร่วง จะพบได้มากในตอนหน้าหนาวโดยยิ่งไปกว่านั้นเชื้อโรต้าเชื้อไวรัส ซึ่งพบได้มากในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ อาการโรคจะไม่เหมือนกับท้องเดินทั่วๆไป เป็น ถ่ายบ่อยครั้ง หรือถ่ายเป็นน้ำ มีลักษณะอาการไข้ หมดแรงหรือคลื่นไส้ร่วมด้วย รวมทั้งมีลักษณะขาดเกลือแร่หรือน้ำภายในร่างกายมากยิ่งกว่าคนป่วยที่เป็นของกินเป็นพิษทั่วๆไป แม้มีลักษณะดังกล่าวควรจะรีบไปพบหมอ การป้องกัน คือ ทานอาหารที่สุก สะอาด หากอยู่สนิทสนมคนไข้ให้ล้างมือเสมอๆ

ถึงแม้ฤดูหนาวจะแอบแฝงไว้ด้วยโรคภัยต่างๆ แต่ว่าพวกเราสามารถดูแลตัวเองเพื่อจัดการกับเชื้อโรคได้ตามหนทาง ดังเช่นว่า ล้างมือให้สะอาด รับประทานร้อน ช้อนกลาง เลี่ยงการอยู่ในที่คับแคบหรืออากาศไม่ระบาย เนื่องจากว่าบางทีอาจจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดต่อโรคทางเดินหายใจ ในทางตรงกันข้ามถ้าพวกเราเป็นผู้เจ็บป่วย ก็จะต้องใส่หน้ากากอนามัย อย่าไอจามรดบุคคลอื่น กินน้ำมากๆ พักให้พอเพียง แล้วรักษาร่างกายให้แข็งแรง รวมทั้งอบอุ่นร่างงกายอยู่เป็นประจำ เพียงแค่นี้ก็ไกลห่างจากโรคที่มากับอากาศหนาวได้แล้ว

สำลักบ่อย กลัวเป็นกรดไหลย้อน

สำลักน้ำลายตัวเองบ่อย สะอึกน้ำลายตัวเองบ่อย แสบคอเมื่อสำลักหรือสะอึก เสี่ยงเป็นกรดไหลย้อนรึเปล่านะ หรือว่าเราจะเป็นกรดไหลย้อนอย่างไรก็ตาม อาการสำลัก นั้นสาเหตุหลายอย่างที่ควรพิจารณา

1. อาการสำลัก จากความผิดปกติของระบบประสาท
อาการสำลึก อาจเกิดขึ้นได้จากความผิดปกติทางระบบประสาท หรืออาการทางสมองประกอบ เช่น อัลไซเมอร์ หรือสมองเสื่อม เส้นเลือดสมองตีบ อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ดังนั้นหากคุณเป็นโรคดังกล่าวและมีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษาหรือแก้ไขให้ดีขึ้น

2. อาการสำลัก จากความผิดปกติของทางเดินอาหาร
ทั้งนี้จะเกิดขึ้นที่ส่วนไหนของทางเดินอาหาร จะต้องสังเกตว่าเป็นส่วนไหน โดยสังเกตจากระยะเวลาที่ทานอาหารหรือดื่มน้ำเข้าไปกี่นาทีถึงจะมีอาการสำลักเกิดขึ้น หรือทานอาหารอะไรถึงมีอาการสำลักมาก เช่น ทานเหนียวสวยอาจสำลัก แต่ข้าวต้มอาจไม่สำลัก

คราวนี้จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นกรดไหลย้อนหรือไม่ ควรสังเกตจากอะไร ต้องสังเกตว่ามีอาการ เหล่านี้ เกิดขึ้นบ้างหรือไม่ เช่น เมื่อสำลักในตอนกลางคืน ไม่ใช่เพียงแค่สำลักแต่มีอาการแสบกลางหน้าอกเกิดขึ้นตามมา และในเวลาปกติตอนกลางวัน อาจรู้สึกคล้ายกับมีก้อนในคอ หรือแน่นๆ คอ รู้สึกติดขัดเมื่อกลืนอาหาร รวมไปถึงรู้สึกว่ามีเสมหะอยู่ในลำคอตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม หากคุณเป็นคนที่สำลักบ่อยมาก หรือสะอึกบ่อยๆ จนกลายเป็นสิ่งที่น่ารำคาญในชีวิต อย่าปล่อยไว้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจทางเดินอาหาร เพื่อดูว่ามีก้อน หรือสิ่งแปลกปลอมอุดตันทางเดินอาหารอยู่หรือไม่ แพทย์อาจใช้วิธีเอกซ์เรยพิเศษ โดยให้กลืนแป้งเพื่อดูการเคลื่อนตัวของหลอดอาหาร

รู้ทันสาเหตุของโรคหนองใน

รู้ทันสาเหตุของโรคหนองใน
หนองใน เป็นชื่อเรียกของการที่เราได้รับเชื้อหรือติดเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า ไนซีเรีย โกโนเรียอี (Neisseria gonorrhoeae) หรือรู้จักกันดีในอีกชื่อหนึ่งว่า ‘โกโนค็อกคัส’ (Gonococcus) เชื้อนี้จะสามารถตรวจพบได้เลยตามที่น้ำอสุจิและสารน้ำในช่องคลอด และที่สำคัญเลย คือ สามารถติดต่อหรือส่งต่อกันได้จากการมีเพศสัมพันธ์ โดยแบคทีเรียชนิดนี้สามารถเจริญเติบโตได้ในระบบอวัยวะสืบพันธุ์ต่างๆ ของคน ไม่ว่าจะเป็นปากมดลูก มดลูก ปีกมดลูก ท่อปัสสาวะในฝ่ายหญิง และระบบสืบพันธุ์ของฝ่ายชาย เพราะเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้ชอบในที่ชื้นและที่อบอุ่น นอกจากนี้ในบริเวณอื่นๆ เช่น ทวารหนัก เยื่อบุตา ช่องปากคอ เป็นต้น มันก็สามารถเจริญเติบโตได้ดีทีเดียว

พฤติกรรมที่ทำให้เกิดการติดเชื้อหนองใน
– มีเพศสัมพันธุ์กับผู้ติดเชื้อหรือคนแปลกหน้าที่ไม่ใช่สามี ภรรยา หรือแฟน โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย ไม่ว่าจะทางไหน ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องเสร็จก็สามารถติดเชื้อได้
– เกิดติดเชื้อจากมารดาไปสู่ทารกในระหว่างคลอดผ่านการสัมผัสเชื้อโดยตรง โดยในสตรี เชื้อจะสามารถแพร่จากช่องคลอดไปสู่ทวารหนักได้เองโดยไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก

พฤติกรรมที่ไม่ทำเกิดการติดเชื้อหนองใน
– การจับมือ
– การกอด
– การจูบ
– การใช้แก้วน้ำ จาน ชามร่วมกัน
– การใช้ห้องน้ำ หรือผ้าเช็ดตัวร่วมกัน
– การนั่งฝาโถส้วม
– การใช้สระว่ายน้ำร่วมกัน
เพราะเชื้อแบคทีเรียของโรคหนองในจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในสระว่ายน้ำ หรือในโถส้วม คนปกติทั่วไปจุงไม่สามารถติดเชื้อได้ ส่วนการมีเพศสัมพันธ์แบบภายนอกโดยการใช้มือ หรือนิ้วช่วย ยังไม่มีประวัติหรือค้นพบว่าสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อหรือส่งต่อเชื้อได้
กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อหนองใน คือ กลุ่มวัยรุ่น ผู้ติดยาเสพติด ผู้ที่มีคู่นอนมากกว่า 1 คน ผู้ที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัยในขณะมีเพศสัมพันธ์ ผู้ที่เคยเป็นโรคนี้มาแล้ว หรือเคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ อาทิ โรคซิฟิลิส (Syphilis) เป็นต้น
ระยะฟักตัวของโรค : หลังจากที่ได้รับเชื้อ ก็มักจะแสดงอาการภายใน 2 – 10 วัน แต่โดยทั่วไปแล้วจะแสดงอาการภายใน 5 วัน

คุมเบาหวานได้ด้วยการควบคุมการกิน

ถึงแม้ว่าโรคเบาหวานจะเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่อย่างไรก็ตามยังคงที่จะสามารถควบคุมอาการให้อยู่ในระดับปกติได้ไม่ยาก หากเราเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม และทำการออกกำลังกายเป็นประจำ รวมไปถึงรักษาน้ำหนักให้คงที่ไม่น้อยไม่มาก และทานยาให้ครบตามแพทย์ระบุ ก็จะสามารถควบคุมอาการของโรคเบาหวานไม่ให้รบกวนการใช้ชีวิตในประจำวันได้บ้าง และทำให้คุณภาพชีวิตของคุณดีขึ้นได้ใกล้เคียงกับคนปกติได้มากที่สุด

อาหาร กับผู้ป่วยเบาหวาน
รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า อาหารเป็นส่วนสำคัญมากในการรักษาโรคเบาหวาน ซึ่งคนเป็นเบาหวานมักมองข้ามหรือละเลยในเรื่องอาหารการกิน ซึ่งก็อาจจะคิดเพียงว่ารับยาไปทานแล้วคงหายเหมือนกับโรคอื่นๆ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างยิ่ง เพราะโรคเบาหวานเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด ซึ่งเพียงแค่ทานยาเพื่อรักษาเพียงอย่างเดียวมันไม่สามารถควบคุมเบาหวานได้ ดังนั้นในการควบคุมอาหารให้ถูกวิธีและรู้จักเลือกทานอาหารที่เหมาะสมต่อตนเองด้วยปริมาณที่สัดส่วนถูกต้องเหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย ก็เป็นหนึ่งวิธีในการรักษาและป้องกันโรคเบาหวานได้

ทานอาหารอย่าง คุมเบาหวานได้อยู่หมัด
ในการรับประทานอาหารสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานมีหลักการที่ไม่ได้แตกต่างจากหลักการรับประทานเพื่อสุขภาพที่ดีสำหรับคนทั่วไป คือ การกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ อย่างถูกสัดส่วน ในปริมาณที่พอเหมาะ มีความหลากหลายทางคุณค่าอาหาร โรคเบาหวานเกิดจากความผิดปกติของการหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน หรือการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนอินซูลิน หรืออาจเกิดจากทั้ง 2 อย่างรวมกัน ส่งผลทำให้ร่างกายไม่สามารถที่จะเปลี่ยนน้ำตาลจากอาหารมาเป็นพลังงานได้ จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ หากพบว่ามีน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานและไม่มีการควบคุมอาจ จะส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ขึ้น เช่น อาการชาปลายมือปลายเท้า จอประสาทตาเสื่อม ไตวาย รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด

 เคล็ดลับการทานอาหารที่เหมาะสมกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

  1. ทานข้าว หรือแป้งที่มีกากใยสูง อย่างข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ ปริมาณ 1 กำมือต่อมื้อ
  2. ทานเนื้อสัตว์ที่มีไขมันน้อย ไม่ติดมันและหนัง เช่น เนื้อปลา 1-2 อุ้งมือ
  3. หากไม่ได้ทานเนื้อสัตว์ ควรทานไข่ขาว เต้าหู้ 1 อุ้งมือ
  4. ในแต่ละมื้อควรรับประทานผักต้มสุกประมาณ 2 อุ้งมือ โดยเน้นผักใบเขียว หลีกเลี่ยงข้าวโพด เผือก มัน ฟักทอง เนื่องจากให้แป้งสูง
  5. สามารถรับประทานผลไม้ได้ทุกวัน โดยทานวันละ 2-3 กำมือ โดยไม่จิ้มพริกเกลือ แต่ควรหลีกเลี่ยงผลไม้แปรรูปทุกชนิด
  6. ดื่มนมรสจืดพร่องมันเนยหรือขาดมันเนย 1-2 แก้วต่อวัน หากเป็นนมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้ ควรเลือกชนิดหวานน้อย 1 แก้วต่อวัน
  7. ควรหลีกเลี่ยงขนมหวาน ชา และกาแฟ

ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวว่า เบาหวานเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถดูแลโดยการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ใกล้เคียงกับปกติมากที่สุดได้ โดยอาจจะเกิดจากการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่ถูกต้องเหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และควรทานยาตามที่แพทย์ระบุ เพื่อลดความรุนแรงของอาการของโรคและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้

สังเกตอาการ ‘หูตึง’ ด้วยตัวเอง

เคยเรียกเพื่อนเท่าไรแล้วเพื่อนก็ไม่ได้ยินไหมคะ เรามักชอบแซวกันว่าคนๆ นั้น “หูตึง” แม้ว่าจะเป็นการเปรียบเปรยที่อาจจะฟังดูเกินจริงไปสักนิด แต่อาจจะมีหลายคนที่อยากจะทดสอบดูเหมือนกันว่าตัวเองมีความเสี่ยงที่จะหูตึงจริงหรือเปล่า เรามีวิธีง่ายๆ มาให้ได้ลองทำกันดูค่ะ

หูตึง คืออะไร?
อย่างที่ทราบกันดีว่า อาการหูตึง หมายถึงอาการที่เราเริ่มจะไม่ค่อยได้ยินเสียงอะไรอย่างชัดเจน ตามปกติเราควรจะได้ยินเสียงที่ดังกว่า 25 เดซิเบล แต่ไม่เกิน 90 เดซิเบล อาการหูตึงสามารถเป็นเพียงแค่หูข้างเดียว หรือหูทั้งสองข้างเลยก็ได้

หากมีอาการหูตึงเล็กน้อย อาจจะไม่ได้ยินเสียงที่เบามากๆ หรือเสียงกระซิบ หากหูตึงระดับปานกลาง หมายถึงจะเริ่มไม่ค่อยได้ยินเสียงระดับที่เป็นบทสนทนาทั่วไป หากหูตึงมากๆ อาจไม่ได้ยินเสียงดังๆ และอาจถึงขั้นได้ยินเสียงตะโกนที่ดังมาก ในระดับที่เบาๆ หรือได้ยินเพียงเล็กน้อย

หูตึง เกิดจากอะไร?

– หูตึงจากการฟังเสียงดัง
โดยส่วนมาก อาการหูตึงมักเกิดจากการฟังเสียงดังนานๆ จนทำให้เซลล์ขนในชั้นหูชั้นในถูกทำลาย (ความดังของเสียงราวๆ มากกว่า 85 เดซิเบลขึ้นไป) โดยอาจเป็นอาการหูตึงชั่วคราว หรือหูตึงแบบถาวรก็ได้ หากเป็นอาการหูตึงจากการฟังเสียงดังนานๆ จะไม่มีวิธีรักษา จึงไม่ควรอยู่ในพื้นที่ที่เสียงดังมากจนเกินไปเป็นระยะเวลานานๆ หรือหากจำเป็นต้องทำงาน ควรมีที่อุดหูเพื่อช่วยลดระดับความดังของเสียง

– หูตึงจากโรคน้ำมนหูไม่เท่ากัน (มินิแอร์)
โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน เกิดจากความดันของเหลวในหูชั้นในสูงเกินปกติ ทำให้เซลล์ขนของหูชั้นในถูกทำลาย โดยมีอาจอาการเหมือนประสาทหูเสื่อม มีเสียงอื่นๆ ดังรบกวนในหู และมีอาการเวียนศีรษะ โดยอาการเริ่มแรกอาจจะเริ่มจากไม่ค่อยได้ยินเสียงแบบเป็นๆ หายๆ โดยอาจเริ่มจากเสียงทุ้มก่อน หลังๆ อาจเริ่มมีอาการเวียนศีรษะที่รุนแรงขึ้น คลื่นไส้ หรืออาเจียนร่วมด้วย หากมีอาการดังกล่าว ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อทำการรักษาด้วยการทานยา หรือผ่าตัด

– หูตึงจากยา
อาการหูตึงอาจเกิดมาจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวด ยาแก้ไอ สารประกอบจำพวกสารหนู ตะกั่ว ปรอท และยาปฏิชีวนะ เช่น ยาแก้อักเสบต่างๆ หากหยุดยาอาการอาจดีขึ้น หรือบางรายอาจมีอาการหลังรับยาไปได้สักระยะ หากมีอาการหนักจนรบกวนการใช้ชีวิต ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขาเปลี่ยนเป็นยาที่เหมาะสม

– หูตึงเพราะอายุสูงขึ้น
เรียกง่ายๆ ว่าเป็นอาการหูตึงที่มาพร้อมกับอายุที่สูงขึ้นนั่นเอง เมื่อคนเราอายุเกิน 50 เซลล์ต่างๆ ในร่างกายก็จะเริ่มเสื่อมถอยลง เซลล์ขนในหูชั้นในอาจค่อยๆ เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา โดยอาจเริ่มจากการเริ่มฟังโทนเสียงแหลมไม่ได้ยิน จนกระทั่งลามมาถึงเสียงในระดับการสนทนาปกติ แม้ว่าจะเป็นอาการหูตึงที่รักษาไม่ได้ แต่มีเครื่องช่วยฟังที่สามารถใช้ช่วยผู้สูงอายุได้

– หูตึงจากเนื้องอกของเส้นประสาทหู
หูตึงจากเนื้องอกของเส้นประสาทหู จะมีอาการหูตึงเพียงข้างเดียว โดยอาการจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น เริ่มมีเสียงดังรบกวนในหู เริ่มฟังไม่ค่อยชัด จับใจความ หรือจับเป็นคำพูดไม่ค่อยได้ (สังเกตได้จากตอนคุยโทรศัพท์ด้วยหูข้างที่มีปัญหา) หากเนื้องอกโตมากๆ อาจกดทับประสาทจนทำให้มีปัญหาการมองเห็น หรือหน้าเบี้ยว และเริ่มทรงตัวไม่ค่อยดี

– หูตึงเฉียบพลัน หรือหูดับ
เกิดจากการติดเชื้อของหูชั้นใน โดยโลหิตมาหล่อเลี้ยงหูชั้นในไม่เพียงพอ หรืออาจเกิดจากเนื้องอกกดทับเส้นประสาทหู มากดทับเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหูชั้นในต่ออีกทีหนึ่ง ซึ่งอันตรายมาก ควรพบแพทย์ด่วนที่สุด

– หูตึงจากอุบัติเหตุในหูชั้นใน
เกิดจากหูถูกกระทบกระแทก ถูกตีที่กกหู หรือถูกตี ถูกกระแทกอย่างแรงจากด้านหลังศีรษะ จนทำให้กระดูกหูชั้นในแตก หรือร้าว โดยอาจมีอาการเพียงหูตึงเล็กน้อย ไปจนถึงหูหนวกได้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงที่เกิดขึ้น และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เวียนศีรษะ มีอาการชาบริเวณใบหน้าในส่วนที่ใกล้เคียงกับหูข้างที่มีปัญหา อาการแบบนี้ควรได้รับความดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด

วิธีสังเกตอาการ “หูตึง” ด้วยตัวเอง
ลองฟังเสียงกระซิบในระยะ 10 เซนติเมตร หรือยกมือขึ้นในระยะใกล้ๆ หู ราวๆ 1 นิ้ว ใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งถูกันจนเกิดเสียงเบาๆ ระดับเสียงนี้จะอยู่ที่ราวๆ 30 เดซิเบล หากได้ยินแปลว่าหูยังปกติอยู่ แต่หากไม่ได้ยินแสดงว่าอาจมีความเสี่ยงที่จะมีอาการหูตึง

หากใครที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองมีอาการหูตึงหรือไม่ หรือมีอาการผิดปกติจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน สามารถเข้ารับการตรวจสุขภาพของหู จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านคอ หู จมูก ได้ตามสถานพยาบาลใกล้บ้านค่ะ